การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนกิจกรรมเข้าจังหวะที่มีผลต่อการจัดการความเครียดของนักศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

ผู้แต่ง

  • สุกัญญา โคตุพันธ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตมหาสารคาม https://orcid.org/0009-0009-4528-0281
  • บุณยาพร สารมะโน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตมหาสารคาม https://orcid.org/0009-0000-3885-080X

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e297313

คำสำคัญ:

กิจกรรมพลศึกษา, กิจกรรมเข้าจังหวะ, การจัดการความเครียด

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็ก ช่วยเพิ่มความร่วมมือ การเรียนรู้ที่สนุกสนาน และความสามารถในการจัดการความเครียด ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและเตรียมความพร้อมให้นักเรียนรับมือกับงานในโรงเรียนที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการจัดการความเครียดก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกิจกรรมเข้าจังหวะและเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับคะแนนความเครียดกับระดับคะแนนเฉลี่ยการจัดการความเครียด

ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีแห่งชาติ วิทยาเขตมหาสารคาม ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาทักษะและการสอนกิจกรรมเข้าจังหวะ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ทำการทดลองโดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรม จำนวน 8 กิจกรรม และประเมินโดยใช้แบบวัดความเครียด กรมสุขภาพจิต (SPST – 20) และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการความเครียดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน สถิติทดสอบ (Dependent sample t-test) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน

ผลการวิจัย: พบว่า (1) ระดับความเครียดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ลงงทะเบียนเรียนในรายวิชาทักษะและการสอนกิจกรรมเข้าจังวะก่อนการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กิจกรรมเข้าจังหวะอยู่ระดับปานกลางและหลังการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับน้อย และมีระดับการจัดการความเครียดก่อนการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กิจกรรมเข้าจังหวะอยู่ระดับปานกลางและหลังการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับมาก ระดับการจัดการความเครียด ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เรียนในรายวิชาทักษะและการสอนกิจกรรมเข้าจังวะหลังได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กิจกรรมเข้าจังหวะสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และระดับของการจัดการความเครียดและระดับความเครียดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความสัมพันธ์กันในเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุปผล: ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมพลศึกษาเชิงจังหวะช่วยลดความตึงเครียดของนักเรียนจากระดับปานกลางลงสู่ระดับต่ำ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการความเครียดจากระดับปานกลางขึ้นสู่ระดับสูง ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 การจัดการความเครียดดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการทำกิจกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมากระหว่างระดับความเครียดและการจัดการความเครียด ซึ่งบ่งชี้ว่าความเครียดที่ลดลงเป็นผลมาจากการจัดการความเครียดที่ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง

กรมสุขภาพจิต. (2562). คู่มือคลายเครียดฉบับปรับปรุงใหม่. บริษัท บียอนด์ พับลิสซิ่ง จำกัด.

ทัศนีย์ กรัณฑรัตน์. (2561). การใช้กิจกรรมนาฏศิลป์รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE เพื่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วารสารพัฒนาศิลป์วิชาการ (ศึกษาศาสตร์), 2(ฉบับพิเศษ), 71–82.

ปัญญา สังขวดี. (2549). บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา. พัฒนาศิลป์วิชาการ (ศึกษาศาสตร์), 2(ฉบับพิเศษ), 71–82.

ปาลิตา ตันมณี. (2553). ผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมเข้าจังหวะตามแนวคิดของทอร์แรนซ์ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2010.249

ภัทราวุธ โพพันทะราช, & ญดาธาดา ณัฐภักดิ์. (2565). ผลการใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวและเข้าจังหวะที่ส่งเสริมทักษะการเต้นรำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 16(4), 100–110.

ภูวดล เกิดศักดิ์, นิรุตติ์ สุขดี, & รจนา ป้องนู. (2568). ผลของการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยที่มีต่อการจัดการความเครียดของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. วารสารวิชาการ วิทยาลัยสันตพล, 11(1), 1–10.

วาสนา คุณาอภิสิทธิ์. (2556). เป้าหมายของการจัดกิจกรรมทางกายในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการ, 39(1), 16–39.

สมคิด ยีละงู. (2562). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะประกอบเพลงเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2. วารสารเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา (คณะศึกษาศาสตร์) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 3(7), 112–124.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2567). สุขภาพคนไทย 2567. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2562). ห่วงวัยรุ่นฆ่าตัวตาย เสี่ยงซึมเศร้า. https://www.thaihealth.or.th/Content/49151-2.html

สุกัญญา โคตุพันธ์, นวลพรรณ ไชยมา, & นิรุตติ์ สุขดี. (2566). ผลของการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กิจกรรมเข้าจังหวะที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 17(3), 49–57.

สุรัตน์ แสงสีเหลือง. (2550). ผลการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้นและการเคลื่อนไหวประกอบเพลงเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เสาวลักษณ์ กันภัย. (2565). ผลของการเข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นไทยที่มีต่อการควบคุมตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ, 23(1), 190–203.

Bookwalter, K. W. (1969). Foundations and principles of physical education (1st ed.). W. B. Saunders.

Lemay, V., Hoolahan, J., & Buchanan, A. (2019). Impact of a yoga and meditation intervention on students’ stress and anxiety levels. American Journal of Pharmaceutical Education, 83(5), 747–752. https://doi.org/10.5688/ajpe7001

Zarian, E., Mohamadi Orangi, B., Yaali, R., Aghdasi, M. T., Foley, J., & Ghorban Zadeh, B. (2021). Effect of aerobic rhythmic exercises with and without music on emotional intelligence and motor proficiency in preadolescent males. International Journal of Motor Control and Learning, 3(2), 3–13.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-11-02

รูปแบบการอ้างอิง

โคตุพันธ์ ส., & สารมะโน บ. (2026). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนกิจกรรมเข้าจังหวะที่มีผลต่อการจัดการความเครียดของนักศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ. Interdisciplinary Academic and Research Journal , 6(6), e297313. https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e297313

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ