แนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการปรับตัวของผู้ต้องขังเข้าใหม่ ประจำแดนแรกรับของเรือนจำอำเภอธัญบุรี
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e297166คำสำคัญ:
ปัญหาและอุปสรรค, ผู้ต้องขังเข้าใหม่, การปรับตัว, แดนแรกรับบทคัดย่อ
มิหลังและวัตถุประสงค์: แดนแรกรับ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปรับตัวของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตของการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตอิสระสู่การถูกควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปรับตัวของผู้ต้องขังเข้าใหม่ประจำแดนแรกรับของเรือนจำอำเภอธัญบุรี 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการปรับตัวของผู้ต้องขังเข้าใหม่ประจำแดนแรกรับของเรือนจำอำเภอธัญบุรีที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชน
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยนี้ดำเนินการด้วยระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 22 คน ประกอบด้วย ผู้ต้องขังเข้าใหม่ จำนวน 10 คน พี่เลี้ยงหรือผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำ จำนวน 5 คน และบุคลากรเจ้าหน้าที่ในเรือนจำอำเภอธัญบุรี จำนวน 7 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) และการสนทนากลุ่ม กลุ่ม (Focus group discussion) ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) การวิเคราะห์เชิงประเด็นจัดกลุ่มข้อมูล (Thematic Analysis) โดยการวิเคราะห์เชิงเชื่อมโยงผลโดยเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์.
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปรับตัวของผู้ต้องเข้าใหม่ประจำแดนแรกรับของเรือนจำอำเภอธัญบุรี มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ต้องขังเข้าใหม่และพี่เลี้ยงผู้ต้องขังเข้าใหม่หรือผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย (1) ด้านความแออัด (2) ด้านอาหาร และปัญหาและอุปสรรคด้านจิตใจอารมณ์ (1) ด้านการติดต่อครอบครัว (2) ด้านขาดคนให้คำปรึกษา ส่วนที่ 2 เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการปรับตัวของผู้ต้องขังเข้าใหม่ประจำแดนแรกรับของเรือนจำอำเภอธัญบุรีที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชน ด้วยการสนทนากลุ่มกับบุคลากรเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ ผลการศึกษา พบว่าแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย (1) ดูแลด้านสาธารณูปโภคพร้อมการจัดกิจกรรมนันทนาการ (2) มีการจัดอาหารเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ป่วยโรคประจำตัว(โรคเกาต์)และควบคุมการจัดสรรอาหารเน้นเจ้าหน้าที่เข้ารับฟังปัญหาโดยตรง และแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านจิตใจและอารมณ์ ประกอบด้วย (1) เพิ่มความถี่ความสะดวกในการเยี่ยมญาติปกติ เยี่ยมญาติออนไลน์ และบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุม พยาบาล นักจิตวิทยาและผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำ ในการดูแลผู้ต้องขังในช่วงสัปดาห์แรก (2) จัดให้มีโครงการปฐมนิเทศผู้ต้องขังใหม่พร้อมระบบพี่เลี้ยงผู้ต้องขังใหม่หรือผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำคอยดูแลใกล้ชิดและเพิ่มบทบาทของนักจิตวิทยาในการให้คำปรึกษาในช่วงวันแรกเป็นต้นไป ซึ่งแนวทางดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดระดับความเครียด ลดความโดดเดี่ยว เลี่ยงความขัดแย้งภายในแดนแรกรับ และเพิ่มแรงจูงใจในการปรับตัวของผู้ต้องขังเข้าใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
สรุปผล: องค์ความรู้และนวัตกรรมที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ คือ ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ด้านการบริหารงานราชทัณฑ์เชิงมนุษยธรรม โดยเน้นการพัฒนาแนวทางปรับตัวของผู้ต้องขังเข้าใหม่ในแดนแรกรับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านนวัตกรรมการบริหารกระบวนการแรกรับแบบบูรณาการระหว่างฝ่ายเจ้าหน้าที่ควบคุม พยาบาล นักจิตวิทยา และผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำ เพื่อดูแลสุขภาพกายและจิตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยยังเสนอแนวทางจัดระบบข้อมูลสุขภาพจิตผู้ต้องขังเชื่อมโยงกับการให้คำปรึกษาเชิงรุกและการติดตามรายกรณี ซึ่งช่วยลดความเครียดและเสริมแรงจูงใจในการปรับตัวของผู้ต้องขัง
เอกสารอ้างอิง
กรมราชทัณฑ์. (2568). รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ. Retrieved December 29, 2025, from https://www.correct.go.th/stat102/display/select_date_user.php
บัญญัติ นุชอ่อง. (2558). ปัจจัยทำนายการปรับตัวของผู้ต้องขังเรือนจำกลางบางขวาง [Independent study, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช].
ประเทศไทย FIDH. (2565). รายงานสภาพเรือนจำประจำปี พ.ศ. 2565. Retrieved December 25, 2025, from https://www.fidh.org/IMG/pdf/thailande791thaweb.pdf
ปิยะพงค์ ลองเย็น. (2559). ความต้องการพัฒนาตนเองของผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดอ่างทอง [Independent study, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช].
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐. (2560). ราชกิจจานุเบกษา, 134(ตอนที่ 21 ก), 1–24.
พิษณุ รูปเหมาะ, & สุภีร์ สมอน. (2566). แนวทางการส่งเสริมการจัดการคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำ: กรณีศึกษาการเรือนจำกลางอุดรธานี. วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, 5(3), 81–85.
มาริษา อัจฉะวงค์, & ณัฐวุฒิ อรินทร์. (2566). โลกหลังกำแพง: ประสบการณ์ทางจิตใจและการปรับตัวทางความคิดของผู้ต้องขังหญิง. วารสารกระบวนการยุติธรรม, 16(3), 1–25.
เรือนจำอำเภอธัญบุรี. (2568). ฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอธัญบุรี: รายงานยอดผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอธัญบุรีของส่วนราชการภายในเรือนจำอำเภอธัญบุรี [Internal report]. เรือนจำอำเภอธัญบุรี.
วีรยุทธ แสนพงค์. (2561). ประสบการณ์การปรับตัวของผู้ต้องขังสูงอายุในเรือนจำกลางบางขวาง. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 8(1), 1–15.
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย. (2563). แนวโน้มเรือนจำโลก 2020 (Global Prison Trends 2020). Retrieved December 25, 2025, from https://www.tijthailand.org/highlight/detail/global-prison-trends-2020
อาภากร งามปลอด. (2558). การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง: เรือนจำกลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี [Independent study, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์].
Hassan, L., Birmingham, L., Harty, M. A., Jarrett, M., Jones, P., King, C., Lathlean, J., Lowthian, C., Mills, A., Senior, J., Thornicroft, G., Webb, R., & Shaw, J. (2011). Prospective cohort study of mental health during imprisonment. The British Journal of Psychiatry, 198(1), 37–42.
Lazarus, R. S., & Folkman, S. (1984). Stress, appraisal, and coping. Springer Publishing Company.
Sykes, G. M. (1958). The society of captives: A study of a maximum security prison. Princeton University Press.
United Nations. (2015). United Nations standard minimum rules for the treatment of prisoners (Nelson Mandela Rules). Retrieved January 12, 2026, from https://www.un.org/en/events/mandeladay/mandela_rules.shtml
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






