แนวทางพัฒนาการดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครพนมเขต 2
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e296068คำสำคัญ:
ความต้องการจำเป็น, แนวทางพัฒนา, การดำเนินงานแนะแนวบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียนเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานแนะแนวในสถานศึกษา และนำไปพัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน และเป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานแนะแนว และเพื่อพัฒนาการดำเนินงานแนะแนวให้มีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว ให้เหมาะสมกับสภาพผู้เรียนในสังคมยุคปัจจุบัน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของแนวทางพัฒนาการดำเนินงานแนะแนว 2) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในแนวทางพัฒนาการดำเนินงานแนะแนว 3) เพื่อพัฒนาแนวทางพัฒนาดำเนินงานแนะแนว 4) เพื่อประเมินแนวทางพัฒนาการดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research & Development หรือ R&D) กลุมตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครูในโรงเรียนประถมศึกษา เขต 2 จังหวัดนครพนม จำนวน 265 คน ได้มากจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง
ผลการวิจัย: พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานแนะแนว โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.12 สภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานแนะแนว โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 2) ความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานแนะแนวโดยรวมมีค่าดัชนีความต้องการจําเป็น PNIModified = 0.083 โดยมีค่าสูงกว่าค่าโดยรวม จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการแนะแนวการศึกษา ด้านการแนะแนวการวางตัวบุคคล และด้านการแนะแนวอาชีพ ตามลำดับ 3) การพัฒนาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 มีทั้งหมด 5 แนวทางหลักประกอบด้วย 15 แนวทางย่อย และ 4) การประเมินแนวทางพัฒนาการดำเนินงานแนะแนว มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการแนะแนวข้อมูลส่วนตัวและสังคม และ ด้านการบริการให้คำปรึกษาและสารสนเทศ และมีความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50
สรุปผล: การพัฒนาการดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียน มุ่งเน้นการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนา เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้ ผลการวิจัยที่ได้สามารถนำปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานแนะแนวในสถานศึกษาได้ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายด้านการดำเนินงานแนะแนวให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษายังสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานแนะแนวและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสถานศึกษาของตนเอง ซึ่งส่งผลในเชิงบวกต่อการบริหารงานและคุณภาพของโรงเรียน
เอกสารอ้างอิง
กรมส่งเสริมการเรียนรู้. (2566). เอกสารการดำเนินงานด้านการแนะแนวและให้คำปรึกษากรมส่งเสริมการเรียนรู้.
เกรียงไกร นครพงศ์. (2564). แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานแนะแนวของโรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง [การค้นคว้าอิสระปริญญาโทไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
เจตนา พงษ์พยุหะ. (2566). รูปแบบการบริหารงานแนะแนวในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
เจษฎา บุญมาโฮม. (2558). หลักการแนะแนวและการพัฒนาผู้เรียน (พิมพ์ครั้งที่ 4). สไมล์พรินติ้งแอนด์กราฟิกดีไซน์.
เชวงศักดิ์ เอี่ยมสำอางค์. (2567). หลักการและแนวคิดทางการแนะแนว. วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์, 7(3), 371–385.
นักรบ หมี้แสน, สุธีรา นิมิตรนิวัฒน์, และศศิธร อนันตโสภณ. (พ.ศ. 2567). การแนะแนว: ศาสตร์เพื่อการพัฒนาช่วยเหลือผู้เรียน. วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์, 11(1), 35–46.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10, แก้ไขเพิ่มเติม). สุวีริยาสาส์น.
ปนัดดา สิงห์โต. (2563). แนวทางการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2. วารสารวิจัยวิชาการ, 4(3), 31–74. https://doi.org/10.14456/jra.2021.68
ประกาศสำนักงานนายกรัฐมนตรี. (พ.ศ. 2562). เรื่อง การประกาศแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580). ราชกิจจานุเบกษา.
มนตรี อินตา. (2562). การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนางานบริการแนะแนวในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเชียงใหม่ [รายงานวิจัย]. กองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository.
รัตนวัชร์ เพ็ญรัตนหิรัญ. (2563). การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนางานบริการแนะแนวในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดเชียงใหม่. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 31(2), 110–131.
วิไลวรรณ จงวิไลเกษม. (2564). โซเชียลมีเดียสื่อยุคดิจิทัล ประโยชน์มีมากแต่โทษก็ไม่น้อย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).
https://www.thaihealth.or.th/?p=264062
เศรษฐา ทวีสิน. (2566). คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี. คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.
สาคร มหาหิงค์. (2561). การบริหารงานแนะแนวในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 18(3), 78–89.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2. (2567). แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ ปี พ.ศ. 2567 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2. กลุ่มนโยบายและแผน.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2559). หลักการบริการแนะแนวและการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้น สำหรับครูและผู้บริหารการศึกษา.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560–2564).
สุทัศน์ เดชกุญชร. (2561). รูปแบบการบริหารจัดการงานแนะแนวการศึกษาที่มีประสิทธิผลสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดปทุมธานี [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ.
อาทิตยา ไสยพร. (2566). บทบาทครูแนะแนวในยุคที่นักเรียนพึ่งพาตัวเองได้. Educathai. https://www.educathai.com/knowledge/articles/658
Jones, A. J. (1995). Principles of guidance and pupil personnel work. McGraw-Hill.
Yuksel-Sahin, F. (2009). The evaluation of counseling and guidance services based on teacher views and their prediction based on some variables. International Journal of Instruction, 2(1), 59–76.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






