การพัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพองค์รวม ของระบบสุขภาพปฐมภูมิ จังหวัดมหาสารคามภายหลังการถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ผู้แต่ง

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e295984

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวม, ระบบสุขภาพปฐมภูมิ, การถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินีและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุปะสงค์: การถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ส่งผลให้โครงสร้างระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยเฉพาะในจังหวัดมหาสารคามที่ต้องเผชิญความท้าทายในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบองค์รวมภายใต้ระบบการบริหารใหม่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากลไกความร่วมมือของเครือข่ายสุขภาพระดับพื้นที่ด้านสาธารณสุขมูลฐานและบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอน (2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวมในระบบสุขภาพปฐมภูมิ และ (3) พัฒนารวมทั้งตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวมในระบบสุขภาพปฐมภูมิของจังหวัดมหาสารคามหลังการถ่ายโอนหน่วยบริการ

ระเบียบวิธีวิจัย: การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 4 ระยะ ระยะที่ 1 ใช้วิธีเชิงคุณภาพ ได้แก่ การทบทวนเอกสาร การประชุมระดมความคิดเห็นโดยใช้กระบวนการ Future Search และการศึกษาภาคสนามกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 905 คน เพื่อนำไปสู่กรอบแนวคิดและสมมติฐาน ระยะที่ 2 เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยใช้กระบวนการ Future Search และวงจร PAOR (Plan–Act–Observe–Reflect) กับผู้เข้าร่วม 520 คน ครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอ เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบบริการปฐมภูมิแบบองค์รวม ระยะที่ 3 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหารและบุคลากรสาธารณสุข 400 คน (สุ่มจากประชากร 1,435 คน) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ระยะที่ 4 ตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 20 คน ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์แบบอุปนัย โดยใช้เกณฑ์ค่าเฉลี่ย ≥ 3.50 และ IR < 1.5

ผลการวิจัย: พบองค์ประกอบสำคัญของรูปแบบการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวม 6 ด้าน ได้แก่ (1) ระบบบริการสุขภาพแบบครบวงจร (2) ระบบผู้ให้บริการสุขภาพ (3) ระบบผลิตภัณฑ์และเวชภัณฑ์ในหน่วยปฐมภูมิ (4) ระบบงบประมาณและการคลัง (5) ระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ และ (6) ระบบธรรมาภิบาล โดยภาพรวมการพัฒนาการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.24, SD 0.14) และพบว่ามีปัจจัยเงื่อนไข 8 ด้านที่ส่งผลต่อการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างระบบบริการปฐมภูมิที่เปลี่ยนแปลง ระบบการบริหารจัดการภายใน บุคลากร งบประมาณ ทรัพยากรสถานที่และอุปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การประสานงานและการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพ และคุณภาพชีวิตในการทำงาน โดยปัจจัยทั้ง 8 นี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบองค์รวมได้ร้อยละ 60.9 (R = 0.714, R² = 0.609, p < 0.05)

สรุปผล: รูปแบบบริการสุขภาพแบบองค์รวมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 6 ด้าน 32 องค์ประกอบย่อย และปัจจัยเงื่อนไข 8 ด้าน 52 องค์ประกอบย่อย ได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับสูง รูปแบบนี้สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและการพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิภายใต้ อบจ. เพื่อเสริมสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิที่บูรณาการ เป็นธรรม และยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยหลังการถ่ายโอนหน่วยบริการ

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. (2567). กระบวนการมีส่วนร่วมการสร้างอนาคตร่วมกัน (Future search conference – F.S.C). กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. https://www.dla.go.th/work/e_book/eb3/sp7_1.pdf

กรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ. (2565). มติ กก.ระบบสุขภาพฯ หนุนเสริมประสิทธิภาพบริการปฐมภูมิ. สืบค้นจาก https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_3501904

เกษแก้ว เสียงเพราะ, นิศารัตน์ อุตตะมะ, ประกาศิต ทอนช่วย, & สายฝน ผุดผ่อง. (2561). การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชนต่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวมให้กับผู้สูงอายุในชุมชนบทของจังหวัดพะเยา. วารสารสาธารณสุขศาสตร์.

จินดาลักษณ์ วัฒนสินธุ์. (2551). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผน หน่วยที่ 6: การประเมินผลนโยบาย. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

จิระพร ชะโน, ญาณภัทร สีหะมงคล, เทอดศักดิ์ พรหมอารักษ์, เสรีย์ ชะโน, วชิร ชนะบุตร, อภิเชษฐ เสมอใจ, และคณะ. (2566). ข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดความสัมพันธ์เชิงระบบในการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจากบทเรียนการถ่ายโอนสถานศึกษา. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.).

จิรัญญา มุขขันธ์, วรรณศรี รักสะอาด, อนัญญา เดชสุภา, สิทธิชัย ทองบ่อ, สุพัตรา สายเชื้อ, & สมคิด ศรประสิทธิ์. (2544). ประสิทธิผลของการดูแลผู้ป่วยเบาหวานแบบองค์รวม โรงพยาบาลกุดชุม จังหวัดยโสธร. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.

จุมพล พูลภัทรชีวิน. (2548). การปฏิบัติการวิจัยด้วย EDFR. วารสารบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ทวีศักดิ์ นพเกษร. (2551). วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ: คู่มือปฏิบัติการวิจัยประยุกต์เพื่อพัฒนาคน องค์กร ชุมชน สังคม. นครราชสีมา: ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย.

บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยสาสน์.

บุญทิพย์ สิริธรังศรี. (2539). ผู้ป่วยเบาหวาน: วิเคราะห์กรณีศึกษาผู้ที่นอนรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศ. ใน ผู้ป่วยเบาหวานในการดูแลแบบองค์รวม (พิมพ์ครั้งที่ 3, หน้า 110–119). นครปฐม: ศูนย์อาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล.

พนารัตน์ วิศวเทพนิมิต, & กมลรัตน์ เทอร์เนอร์. (2560). การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและการบริการสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์: กรณีศึกษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ที่สถาบันบำราศนราดูร. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข.

มณฑิรา อินจ่าย, ศุภสิทธิ์ ต๊ะนา, & สุพรรณี เกลื่อกลาด. (2558). การแสวงหาอนาคตร่วมกันบนพื้นฐานอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ. Journal of Community Development Research (Humanities and Social Sciences).

รังสรรค์ สิงหเลิศ. (2551). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

วรพจน์ พรหมสัตยพรต. (2566). ข้อเสนอเชิงนโยบายการกำกับและประเมินผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด: กรณีศึกษาจังหวัดมหาสารคาม. มหาสารคาม: คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

วีระยุทธ์ ชาตะกาญจน์. (2558). การวิจัยเชิงปฏิบัติการ. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข.

ศิริเกษม ศิริลักษณ์. (2568). การจัดการความรู้ระบบสุขภาพอำเภอพึงประสงค์โดยใช้หลักการ Six building blocks plus one. มหาวิทยาลัยนเรศวร.

สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย. (2564). รพ.สต. สู่ อบจ. อีกหนึ่งก้าวย่าง... กระจายอำนาจสู่ อปท. สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (สวท.).

สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี. (2565). แนวทางการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด.

สำนักงานจัดการศึกษาทั่วไปและศิลปะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. (2567). การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม. สืบค้นจาก https://gened2.cmru.ac.th/ge_learning/src/gen1403/BookFull-GEN1403.pdf

สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 7 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. (2553). คู่มือกระบวนการ Future Search Conference (F.S.C.). กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. (2565). รายงานการถ่ายโอนภารกิจหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิในเขตสุขภาพที่ 7 ประจำปี 2565. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม.

อรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล. (2565). รูปแบบการพัฒนาองค์กรพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนที่ยกระดับเป็นโรงพยาบาลทั่วไปตาม Service plan: กรณีศึกษาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน. Humanities, Social Sciences and Arts.

Chuengsatiansup, K. (2002). Primary Health Care Primary Care and Community Health: Lessons Learned Challenge and New Context of Public Sector Health. Proceedings of Community Health and Primary Care Expo 2009, Nonthaburi, Thailand.

Denzin, N. K. (1970). The research act: A theoretical introduction to sociological methods. Chicago, IL: Aldine.

Doherty, J., & Govender, R. (2004). The cost-effectiveness of primary health care services in developing countries: A review of international literature. Disease Control Priorities Project.

Favin, M., Parlato, P., & Kessler, S. (1984). Primary health care: Progress and problems. Public Health Reviews, 12, 272–278.

Kasongo Project Team. (1982). The Kasongo project: Lessons of an experiment in the organisation of a system of primary health care. Antwerp, Belgium: The Public Health Research and Teaching Unit of the Prince Leopold Institute of Tropical Medicine.

Kawee, T. (1983). Primary health care and volunteer health workers: An experiment in northeastern Thailand. JOICFP Review, 32–36.

Kemmis, S., & McTaggart, R. (1991). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.

Leslie, C. (1976). The ambiguities of medical revivalism in modern India. In C. Leslie (Ed.), Asian medical systems: A comparative study. Berkeley, CA: University of California Press.

Rakue, Y., Panasoponkul, C., Suthienkul, O., & Radomyos, P. (1998). Overview reflection of primary health care in Thailand supported from 1976 to 1996 by Japan-Thailand partnership. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 29, 622–627.

Rohde, J., Cousens, S., Chopra, M., Tangcharoensathien, V., Black, R., Bhutta, Z. A., & Lawn, J. E. (2008). 30 years after Alma-Ata: Has primary health care worked in countries? The Lancet, 372, 950–961.

Vachrotai, S. (1976). The Lampang Project: An alternative approach to rural health care in Thailand. Assignment Children, 33, 88–96.

World Health Organization. (1978). Primary health care: Report of the International Conference on Primary Health Care. Geneva, Switzerland: World Health Organization.

Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). New York, NY: Harper & Row.

Young, A. (1983). The relevance of traditional medical cultures to modern primary health care. Social Science & Medicine, 17, 1205–1211.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-07

รูปแบบการอ้างอิง

แสนโกษา ร., กระเทศ จ., บัวผาย ส., ศิริสุริยสุนทร ส., & นุชกลาง ข. (2026). การพัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพองค์รวม ของระบบสุขภาพปฐมภูมิ จังหวัดมหาสารคามภายหลังการถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 6(5), e295984. https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e295984

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ