การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ผู้แต่ง

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e295783

คำสำคัญ:

การเรียนรู้แบบโครงงาน (PBL), การอ่านภาษาอังกฤษ, การเขียนภาษาอังกฤษ

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสาร การศึกษา และการประกอบอาชีพในศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะทักษะการอ่านและการเขียนซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และการสื่อสารเชิงวิชาการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลัง เรียนโดยใช้ PBL เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษหลังเรียนกับเกณฑ์ 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ PBL เพื่อ เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนกับเกณฑ์ 70 เปอร์เซ็นต์

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) กลุ่มตัวอย่างในการ วิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนสตรีชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 35 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่าน ภาษาอังกฤษและการเขียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 แผน เวลา 10 ชั่วโมง จากการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ จากการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60–1.00 จำนวน 50 ข้อ โดยคัดเลือกข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.27–0.75 และค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.25–0.46 ทั้งนี้ แบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สำหรับแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษ เป็นแบบอัตนัยชนิดเขียนตอบ จำนวน 1 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.611–0.667 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.528–0.667 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.92ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า 1) การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ .05 3) การเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน พบว่าหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) การเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนกับ เกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ .05

สรุปผล: ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียน (24.22 คะแนน) สูงกว่าก่อนเรียน (16.42 คะแนน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทำนองเดียวกัน คะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านการเขียน ภาษาอังกฤษหลังเรียน (22.87 คะแนน) สูงกว่าก่อนเรียน (15.33 คะแนน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 เช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานสามารถ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

วรรณี วรรณตรง. (2556). การอ่านและการคิดเชิงวิพากษ์. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.

Anderson, R. C., & Pearson: D. (1984). A schema-theoretic view of basic processes in reading. In: D. Pearson (Ed.), Handbook of reading research (pp. 255–291). Longman.

Baker, W. (2012). English as a lingua franca and intercultural communication. ELT Journal, 66(1), 62–70.

Beckett, G. H., & Slater, T. (2005). The project framework: A tool for language, content, and skills integration. ELT Journal, 59(2), 108–116. https://doi.org/10.1093/eltj/cci024

Bell, S. (2010). Project-based learning for the 21st century: Skills for the future. The Clearing House: A Journal of Educational Strategies, Issues and Ideas, 83(2), 39–43. https://doi.org/10.1080/00098650903505415

Biggs, J. B. (1996). Enhancing teaching through constructive alignment. Higher Education, 32(3), 347–364.

Blumenfeld: C., Soloway, E., Marx, R. W., Krajcik, J. S., Guzdial, M., & Palincsar, A. (1991). Motivating project-based learning: Sustaining the doing, supporting the learning. Educational Psychologist, 26(3–4), 369–398.

Crystal, D. (2003). English as a global language. Cambridge University Press.

Dewey, J. (1938). Experience and education. Macmillan.

Dole, J. A., Duffy, G. G., Roehler, L. R., & Pearson: D. (1991). Moving from the old to the new: Research on reading comprehension instruction. Review of Educational Research, 61(2), 239–264.

Goodman, K. S. (1967). Reading: A psycholinguistic guessing game. Journal of the Reading Specialist, 6(4), 126–135.

Grabe, W., & Stoller, F. L. (2011). Teaching and researching reading (2nd ed.). Pearson Education.

Hmelo-Silver, C. E. (2004). Problem-based learning: What and how do students learn? Educational Psychology Review, 16(3), 235–266. https://doi.org/10.1023/B:EDPR.0000034022.16470.f3

Hyland, K. (2003). Second language writing. Cambridge University Press.

Khamkhien, A. (2010). Teaching English speaking and English-speaking tests in the Thai context: A reflection from Thai teachers. English Language Teaching, 3(1), 184–190.

Kirkpatrick, A. (2010). English as a lingua franca in ASEAN. Hong Kong University Press. https://doi.org/10.5790/hongkong/9789888028795.001.0001

Krajcik, J. S., & Blumenfeld, P. C. (2006). Project-based learning. In R. K. Sawyer (Ed.), The Cambridge handbook of the learning sciences (pp. 317–334). Cambridge University Press. https://doi.org/10.1017/CBO9780511816833.020

Krajcik, J. S., & Blumenfeld: C. (2006). Project-based learning. In R. K. Sawyer (Ed.), The Cambridge handbook of the learning sciences (pp. 317–334). Cambridge University Press.

Larmer, J., Mergen Doller, J. R., & Boss, S. (2015). Setting the standard for project-based learning: A proven approach to rigorous classroom instruction. ASCD.

Ministry of Education. (2017). Basic education core curriculum B.E. 2551 (2008) (Revised edition B.E. 2560 [2017]) [Curriculum]. Ministry of Education.

Nation, I. S.: (2001). Learning vocabulary in another language. Cambridge University Press.

Piaget, J. (1952). The origins of intelligence in children. International Universities Press.

Stanovich, K. E. (1980). Toward an interactive-compensatory model of individual differences in the development of reading fluency. Reading Research Quarterly, 16(1), 32–71.

Stoller, F. L. (2006). Establishing a theoretical foundation for project-based learning in second and foreign language contexts. In G. H. Beckett &: C. Miller (Eds.), Project-based second and foreign language education: Past, present, and future (pp. 19–40). Information Age Publishing.

Stoller, F. L. (2006). Establishing a theoretical foundation for project-based learning in second and foreign language contexts. In G. H. Beckett & P. C. Miller (Eds.), Project-based second and foreign language education: Past, present, and future (pp. 19–40). Information Age Publishing.

Thomas, J. W. (2000). A review of research on project-based learning. Autodesk Foundation. http://www.bobpearlman.org/BestPractices/PBL_Research.pdf

Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.

Weigle, S. C. (2002). Assessing writing. Cambridge University Press.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-17

รูปแบบการอ้างอิง

หวังกลุ่มกลาง ก., & สีพาย ส. (2026). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 6(5), e295783 . https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e295783

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ