การเปิดรับและความพึงพอใจต่อสื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e295406คำสำคัญ:
การเปิดรับสื่อ, ความพึงพอใจ, สื่อประสาสัมพันธ์, สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อถือได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ห้องสมุดจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งรวบรวม จัดเก็บ และให้บริการสารสนเทศที่สนับสนุนการเรียนรู้และการวิจัยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ทำหน้าที่เป็นทั้งห้องสมุดและฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้บริการแก่นักศึกษาไทยและต่างชาติ รวมถึงบุคคลทั่วไป ทั้งยังมีความจำเป็นต้องศึกษาการเปิดรับและความพึงพอใจต่อสื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักวิทยบริการ เพื่อวิเคราะห์ช่องทางและรูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาจะเป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการและส่งเสริมบทบาทของสำนักวิทยบริการในการสนับสนุนการเรียนรู้และการวิจัยได้ดียิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ (2) ศึกษาความพึงพอใจต่อสื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 400 คน จาก 15 คณะ ได้มาโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (\bar{x}) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)
ผลการวิจัย: การเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (\bar{x}= 3.91±0.69) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านรูปแบบของเนื้อหา (\bar{x} = 3.98±0.70) รองลงมาคือ ด้านลักษณะของเนื้อหา (\bar{x} = 3.91±0.75) และด้านรูปแบบกิจกรรม (\bar{x}= 3.84±0.70) แสดงให้เห็นว่า นักศึกษาให้ความสนใจในการติดตามข้อมูลและกิจกรรมของสำนักวิทยบริการ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์และอินโฟกราฟิกที่มีความเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้สะดวก ซึ่งมีความพึงพอใจต่อสื่อประชาสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (\bar{x} = 3.87±0.49) โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านเนื้อหา (\bar{x} = 3.90±0.61) รองลงมาคือ ด้านรูปแบบของสื่อ (\bar{x} = 3.89±0.60) และด้านการติดต่อสื่อสาร (\bar{x} = 3.82±0.55) สะท้อนว่าสำนักวิทยบริการมีการออกแบบสื่อที่สวยงาม เหมาะสม และมีช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย เช่น Facebook, Line และเว็บไซต์
สรุปผล: นักศึกษาที่มีลักษณะทางประชากรศาสตร์แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ อายุ คณะ ภูมิลำเนา และช่วงเวลาที่สะดวกใช้บริการ มีระดับการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าสำนักวิทยบริการมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุม เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเท่าเทียม และควรพัฒนาเนื้อหาให้มีความกระชับ เข้าใจง่าย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาให้มากยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
บุษบา ภูมิศรี. (2563). การเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ของหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ศิริกาญจน์ จันทรสุวรรณ. (2564). การเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
อัครพงษ์ สัจจวาทิต. (2546). บทบาทของสำนักวิทยบริการกับการส่งเสริมการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล. มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี.
อำรุง จันทวานิช. (2562). เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลในสถาบันอุดมศึกษา. วารสารบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์, 37(2), 45–60.
Candy, P. C. (1991). Self-direction for lifelong learning: A comprehensive guide to theory and practice. Jossey-Bass.
Davis, F. D. (1989). Perceived usefulness, perceived ease of use, and user acceptance of information technology. MIS Quarterly, 13(3), 319–340. https://doi.org/10.2307/249008
Drucker, P. F. (1993). Post-capitalist society. HarperBusiness.
Festinger, L. (1957). A theory of cognitive dissonance. Stanford University Press.
Grunig, J. E., & Hunt, T. (1984). Managing public relations. Holt, Rinehart and Winston.
Johnson, I. M. (2005). The impact on libraries and information services of changes in the information environment: A review of the literature. Libri: International Journal of Libraries and Information Services, 55(2), 91–106. https://doi.org/10.1515/LIBR.2005.91
Katz, E., & Lazarsfeld, P. F. (1955). Personal influence: The part played by people in the flow of mass communications. Free Press.
Katz, E., Blumler, J. G., & Gurevitch, M. (1974). Utilization of mass communication by the individual. In J. G. Blumler & E. Katz (Eds.), The uses of mass communications: Current perspectives on gratifications research (pp. 19–32). Sage.
Kotler, P., & Keller, K. L. (2016). Marketing management (15th ed.). Pearson Education.
Kumar, P. (2016). State of green marketing research over 25 years (1990–2014): Literature survey and classification. Marketing Intelligence & Planning, 34, 137–158.
Lankes, R. D. (2011). The atlas of new librarianship. MIT Press.
Library & Information Science Education Network. (n.d.). What is a library? Retrieved Month Day, Year, from https://www.lisedunetwork.com/
Liu, S. (2020). Application of AI and big data in digital libraries. Library Hi Tech, 38(3), 569–583. https://doi.org/10.1108/LHT-04-2020-0111
Morrison, A. M. (2003). Marketing and managing tourism destinations. Routledge.
Nonaka, I., & Takeuchi, H. (1995). The knowledge-creating company: How Japanese companies create the dynamics of innovation. Oxford University Press.
Rogers, E. M. (2003). Diffusion of innovations (5th ed.). Free Press.
Salih, E. M., Alotain, M. M., & Osman, K. A. (2019). Libraries and their role in building knowledge and achieving sustainable development. International Journal of Development Research, 09(12), 31855–31862.
Shannon, C. E., & Weaver, W. (1949). The mathematical theory of communication. University of Illinois Press.
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). Harper & Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






