การใช้โค้ชช่วยจำสำหรับการเป่าขลุ่ยหลิบไล่เสียงมือบน: การพัฒนาและประสิทธิผลในนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e294942คำสำคัญ:
ขลุ่ยหลิบ, โค้ชช่วยจำ, ดนตรีไทย, การฝึกแบบสลับบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การเรียนดนตรีไทยโดยเฉพาะการเป่าขลุ่ยหลิบ ซึ่งมีเสียงแหลมสูงนั้น นักเรียนหลายคนมักพบปัญหาในการวางตำแหน่งนิ้วให้แม่นยำและรวดเร็ว โดยเฉพาะการไล่เสียงหรือที่เรียกว่า "การไล่เสียงมือบน" หากพื้นฐานการวางนิ้วไม่แข็งแรง จะส่งผลให้เสียงที่เป่าออกมาไม่ใส กังวลดังก้อง หรือเพี้ยนไปได้ การฝึกเป่า อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนสามารถควบคุมนิ้วได้อย่างเป็นธรรมชาติ และคล่องแคล่วมากขึ้น
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา จำนวน 16 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้แบบฝึกโค้ชช่วยจำควบคู่ กับแบบฝึกธรรมดา เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินทักษะการเป่าขลุ่ยหลิบ (rubrics) 2 ด้าน ได้แก่ด้านจังหวะ (10 คะแนน) และด้านทำนอง (10 คะแนน) รวมคะแนนเต็ม 20 คะแนน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ t-test แบบตัวอย่างเดียว พร้อมบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกตในชั้นเรียน
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า การประเมินทักษะการเป่าขลุ่ยหลิบของนักเรียนทั้ง 16 คน มีคะแนนเฉลี่ยรวม เท่ากับ 18.31 (SD = 2.12, n = 16) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 15 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(15)=6.25, p<0.00001) การสังเกตพบว่านักเรียนมีความสนใจมากขึ้นและลดการพึ่งพาโน้ตดนตรี ผลการตรวจสอบเครื่องมือพบว่าค่า IOC อยู่ในช่วง 0.80–1.00 (เฉลี่ย = 0.93) และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.89
สรุปผล: โค้ชช่วยจำมีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะการเป่าขลุ่ยหลิบ ทั้งด้านจังหวะและทำนอง ความต่อเนื่อง และแรงจูงใจในการเรียนดนตรีไทย ซึ่งสะท้อนคุณค่าทางการเรียนรู้ของแนวคิด Cognitive Mnemonics และ Embodied Learning การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 (ค่าเฉลี่ย = 0.93) และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.89 อยู่ในระดับสูง
เอกสารอ้างอิง
จรัญกาญ จนประดิษฐ์. (2554). เครื่องดนตรีไทยและวิถีชีวิต. ศิลปวัฒนธรรม.
ธนกฤต อนันต์ชัย. (2563). การใช้สื่อโต้ตอบในการพัฒนาการเรียนรู้ดนตรีไทยระดับประถมศึกษา. วารสารวิจัยครุศาสตร์, 20(2), 120–130.
นงนุช วิริยะศิลป์. (2561). การใช้เพลงช่วยจำในการสอนระนาดเอกสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา. วารสารดนตรีศึกษา, 15(1), 45–58.
สุรเชษฐ์ นามวิเศษ. (2565). ผลของการใช้สื่อเสียงและท่าทางต่อการเรียนการสอนขลุ่ยหลิบระดับประถมศึกษา. วารสารดนตรีศึกษา, 18(2), 89–104.
Baddeley, A. D. (1999). Essentials of human memory. Psychology Press.
Bangert, M., Altenmüller, E., & Jabusch, H.-C. (2014). Variability in musical performance: Cognitive and neural perspectives. Frontiers in Psychology, 5, Article 345. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2014.00345
Carter, A., Stambaugh, L., & Hinkle, D. (2016). Effects of interleaved practice on advanced wind musicians. Journal of Research in Music Education, 64(3), 334–350. https://doi.org/10.1177/0022429416661998
Eaton, J. (2020). The role of musical mnemonics in student engagement and learning outcomes. Music Education Research, 22(4), 455–470. https://doi.org/10.1080/14613808.2020.1786609
Hayes, R. (2009). The use of melodic mnemonics to improve memory for sequential information. Psychology of Music, 37(1), 63–75. https://doi.org/10.1177/0305735607080831
Jensenius, A. R. (2024). Movement, gesture, and music pedagogy. Routledge.
Leman, M. (2008). Embodied music cognition and mediation technology. MIT Press.
Miller, J. (2019). Cognitive mnemonics in music education. Journal of the Learning Sciences, 32(1), 21–34. https://doi.org/10.1080/10508406.2018.1535221
Piaget, J. (1964). Cognitive development in children: Development and learning. Journal of Research in Science Teaching, 2(3), 176–186. https://doi.org/10.1002/tea.3660020306
Stambaugh, L. (2011). When repetition isn’t the best practice: Effects of blocked and random practice schedules. Journal of Research in Music Education, 59(4), 369–382. https://doi.org/10.1177/0022429411424791
Takegawa, K., Honda, M., & Kawashima, R. (2015). Chunking patterns in beginner piano learning. Psychology of Music, 43(5), 659–675. https://doi.org/10.1177/0305735614540017
Thaut, M. H., Peterson, D. A., & McIntosh, G. C. (2014). Musical mnemonics as a learning strategy: Neural evidence and educational applications. Annals of the New York Academy of Sciences, 1337(1), 176–182. https://doi.org/10.1111/nyas.12473
Thompson, D. V., & Lehmann, D. R. (2004). An affective model of consumer choice. Journal of Consumer Research, 31(2), 416–429. https://doi.org/10.1086/422111
Williams, T. (2022). Classroom applications of mnemonic tools in elementary music education. British Journal of Music Education, 39(2), 255–270. https://doi.org/10.1017/S0265051721000389
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






