การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีการคิดนอกกรอบร่วมกับสื่อดิจิทัล
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e294847คำสำคัญ:
ทฤษฎีการคิดนอกกรอบ, สื่อดิจิทัล, ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์บทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะที่สำคัญของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษาไทยที่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาทักษะสำคัญในโลกยุคใหม่ การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) พัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีการคิดนอกกรอบร่วมกับสื่อดิจิทัล 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีการคิดนอกกรอบร่วมกับสื่อดิจิทัลก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีการคิดนอกกรอบร่วมกับสื่อดิจิทัล
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้การวิจัยแบบ one-group pretest–posttest และไม่มีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดลาดปลาเค้า สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 38 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ดำเนินการเรียนรู้ในช่วงเวลา 6 สัปดาห์ รวม 12 ชั่วโมง เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน 2) แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ตามกรอบการประเมินของ Torrance 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน เกณฑ์ผ่าน 60%) และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที t-test dependent samples (ค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ)
ผลการวิจัย: 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีการคิดนอกกรอบร่วมกับสื่อดิจิทัล มีความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมหลังเรียน (\bar{x} = 13.76 , S.D. = 2.69) สูงกว่าก่อนเรียน (\bar{x} = 8.16 , S.D. = 2.28) และรายองค์ประกอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ในทุกองค์ประกอบ ซึ่งนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความคิดคล่องแคล่วหลังเรียนสูงที่สุด รองลงมาคือความคิดยืดหยุ่น และความคิดริเริ่ม ตามลำดับ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีการคิดนอกกรอบร่วมกับสื่อดิจิทัล มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ (p < .001) และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีการคิดนอกกรอบร่วมกับสื่อดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (\bar{x} = 4.54, S.D. = 0.34)
สรุปผล: นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน และมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2565). แนวทางการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร: สำนักนโยบายและแผนการศึกษา.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2568). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568–2569. ราชกิจจานุเบกษา, 141(ตอนพิเศษ 309 ง), 1–12.
ณภัชชา ยอดคง. (2567). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].
บุศญา แก้วแพทย์. (2563). ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในรายวิชาชีววิทยา [ปริญญานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิทยาศาสตรศึกษา, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ].
เบญจมาภรณ์ จันทร, และ กิตติ รัตนราษี. (2566). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ด้วยการเล่าเรื่องดิจิทัล. วารสารนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า, 10(1), 1–18.
มนสิช สิทธิสมบูรณ์. (2567). กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุก. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 8(1), 164–172.
รัฐพล ทิสารัมย์, ประวิทย์ สิมมาทัน, และ ดรุณนภา นาชัยฤทธิ์. (2564). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคคิดนอกกรอบที่มีเว็บสนับสนุนสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุวรรณภูมิพิทยไพศาล. ใน เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 59: สาขาศึกษาศาสตร์, สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ, สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (หน้า 2–11). สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ.
ศูนย์สารสนเทศ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (2564). รายงานสถานการณ์โควิด-19 กับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และแนวทาง New Normal. กรุงเทพมหานคร: สำนักงาน กปร. https://www.rdpb.go.th/th
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2567). E-book แนวทางการส่งเสริมการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) วิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในสถานศึกษา. https://www.ipst.ac.th/news/79910/e-book-fa.html
De Bono, E. (1970). Lateral thinking: Creativity step by step. Harper & Row.
Dewi, L., & Sutisna, M. R. (2019). Designing project-based learning to develop students’ creativity in the Fourth Industrial Revolution. Advances in Social Science, Education and Humanities Research, 301, 101–105. https://doi.org/10.2991/upiupsi-18.2019.21
Guilford, J. P. (1967). The nature of human intelligence. McGraw-Hill.
Khamying, P., Chano, J., Boonla, W., & Nithideechaiwarachok, B. (2022). The Thai language curriculum to enhance creative thinking skills for primary school students. Journal of Education and Learning, 11(5), 142–152. https://doi.org/10.5539/jel.v11n5p142
Manasyan, S., & Supriatna, N. (2024). Developing imaginative creativity through open-ended questions in history learning: A qualitative literature review. Journal Education Innovation (JEI), 2(3), 341–346. https://jurnal.ypkpasid.org/index.php/jei
Maslow, A. (1970). Motivation and personality. Harpers and Row.
OECD. (2022). Education at a glance 2022: OECD indicators. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/19963777
Torrance, E. P. (1966). The Torrance Tests of Creative Thinking: Norms–technical manual research edition–verbal tests, forms A and B; figural tests, forms A and B. Personnel Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






