การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e291410คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบ, การบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วม, นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2บทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์การวิจัย: ปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญต่อการพัฒนาทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้และชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีนักเรียนบางกลุ่มหลุดออกนอกระบบการศึกษาด้วยหลายสาเหตุหลายปัจจัย ดังนี้นควรมีรูปแบบที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา การวิจัยครั้งนี้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบ มีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2
ระเบียบวิธีการวิจัย : การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน โดยศึกษาศึกษาสภาพปัจจุบันจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน และศึกษาแนวทางจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ศึกษาดูงานโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 แห่ง เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เพื่อยกร่างรูปแบบ โดยการสนทนากลุ่ม และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เพื่อประเมินรูปแบบ โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของ กลุ่มเป้าหมายทดลองใช้รูปแบบในโรงเรียน 8 แห่ง และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ
ผลการวิจัย: 1. สาเหตุที่นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียน 7 ด้าน ดังนี้ 1) ปัญหาครอบครัวและเศรษฐกิจ 2) ปัญหาด้านการศึกษาและผลการเรียน 3ปัญหาสังคมและความประพฤติ 4) ผลกระทบจากสถานการณ์ภายนอก 5) ปัญหาสุขภาพและความพิการ 6) ปัญหาด้านการมีครอบครัวหรือการสมรส และ 7) ปัญหาทางกฎหมายและการไม่ได้รับสวัสดิการการศึกษา และมีแนวทางการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 2) การจัดเก็บและใช้ข้อมูลรายบุคคล 3) การพัฒนานวัตกรรมและระบบเฉพาะของโรงเรียน 4) การดูแลนักเรียนแบบองค์รวม 5) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 6) การป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบ 2. รูปแบบ ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการดำเนินงานของรูปแบบ โดยใช้หลักการพัฒนาตามวงจรคุณภาพ PDCA และกระบวนการมีส่วนร่วม ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ สรุปผลโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการใช้รูปแบบการพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา มีความชัดเจน มีกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่าย แก้ปัญหาและป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาของโรงเรียนได้จริง สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน 4. ผลการประเมินรูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
สรุปผล รูปแบบมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา ช่วยให้การดำเนินงานเป็นระบบและป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และสามารถพัฒนาเป็นแนวทางตอบสนองชุมชนได้อย่างเหมาะสม คู่มือใช้งานมีเนื้อหาครบถ้วน ใช้ฝึกอบรมได้จริง และควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากต้นสังกัด เช่น งบประมาณและเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้รูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วม ตามการวิจัยฉบับนี้สามารถเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินนโยบาย Zero Dropout ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การใช้ข้อมูลสารสนเทศ และการพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่องตามบริบทของสถานศึกษาและชุมชน
เอกสารอ้างอิง
ชัยวิชิต เชียรชนะ. (2560). การสร้างและการพัฒนาโมเดล/รูปแบบ/แบบจำลอง/ตัวแบบ. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย, 60(1), 1–11.
ธนุ วงษ์จินดา. (2567, 11 เมษายน). สัมภาษณ์ สพฐ. เดินหน้าค้นหาเด็กตกหล่น-ออกกลางคัน มั่นใจไม่มีเด็กหลุดระบบอีก. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. https://www.obec.go.th/archives/988565
ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษา ยุคปฏิรูปการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: แอล.ที.เพรส.
นัยนา ฉายวงค์. (2560). การพัฒนารูปแบบการนิเทศตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 (วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร).
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
พิศมัย ถิ่นน้อย. (2563). การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและความปลอดภัยของนักเรียน โรงเรียนวัดกำแพงแสน (สว่างวิทยาคาร) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1. นครปฐม: โรงเรียนวัดกำแพงแสน (สว่างวิทยาคาร).
วาโร เพ็งวสวัสดิ์. (2552). การวิจัยและพัฒนา. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 1(2), 2–12.
วิชญา ศรีสงคราม. (2565). การศึกษาปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาในเขตชนบท. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยพัฒนาการศึกษา.
วิหาร พละพร. (2558). การวิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านการวัดและประเมินการคิดสำหรับครูระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี).
สมชัย จรรยาไพบูลย์. (2555). รูปแบบการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี).
สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2567). รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568: ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2. (2566). ประกาศนโยบายด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา ตามหนังสือที่ ศธ 04026/450 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2567. ขอนแก่น: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2559). ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). คู่มือการสรรหาและคัดเลือกสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ปีการศึกษา 2563. กรุงเทพฯ: ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2565). รายงานผลการดำเนินงานด้านการศึกษาปี 2565. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2566, 3 กรกฎาคม). เปิด 11 สาเหตุทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา. ประชาชาติธุรกิจ. https://www.prachachat.net/education/news-1339841
อรอุมา รุ่งเรืองวณิชกุล. (2556). การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะครูนักวิจัยด้วยการบูรณาการกระบวนการเรียนรู้สำหรับข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 (ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ).
อัมพร พินะสา. (2562). การปฏิรูปการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ปัญญาชน.
Deming, W. E. (1993). The New Economics for Industry, Government, Education. Cambridge, MA: MIT Press.
UNICEF. (2017). Education for Every Child: UNICEF Annual Report 2017. New York: UNICEF.
Wagner, J. A., & Hollenbeck, J. R. (1995). Management of organizational behavior (2nd ed.). New Jersey: Prentice-Hall.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






