ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e290073คำสำคัญ:
ภาวะผู้นำ, การบริหารงานของสถานศึกษา, ผู้บริหารสตรีบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีมีความสำคัญต่อการพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคปัจจุบัน สถานศึกษาจึงต้องการผู้บริหารสตรีที่มีวิสัยทัศน์ และสมรรถนะในการขับเคลื่อนสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล 2) ศึกษาการบริหารงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี และการบริหารงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล 4) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล และ 5) หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเก็บข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล จำนวน 270 คน และระยะที่ 2 เป็นการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัย: พบว่า 1. ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีกับการบริหารงานของสถานศึกษา โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 (rxy =.798**) 4. ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี 2 ด้านที่สามารถพยากรณ์การบริหารงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ประกอบด้วย ด้านการมีความคิดริเริ่ม และด้านการประสานงาน 5. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล พบว่า ภาวะผู้นำด้านการมีความคิดริเริ่ม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความคิดริเริ่มในที่นี้ไม่ได้จำกัดเพียงการมีความคิดใหม่เท่านั้น แต่หมายรวมถึงความกล้าในการลงมือทำ การกล้าตัดสินใจ และการกล้ารับผิดชอบ เมื่อเกิดผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงด้วย ส่วนภาวะผู้นำด้านการประสานงาน ถือเป็นบทบาทที่เชื่อมโยงคน กลุ่ม และหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และมีพลังสนับสนุนซึ่งกันและกัน ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสะท้อนให้เห็นว่า การประสานงานที่มีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานในด้านต่าง ๆ สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด
สรุปผล: ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีและการบริหารงานของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารที่มีคุณภาพ และทั้งสองปัจจัยมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง โดยภาวะผู้นำด้านการมีความคิดริเริ่มและด้านการประสานงานสามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารงานของสถานศึกษาได้ ด้านความคิดริเริ่ม ผู้บริหารสตรีส่วนใหญ่เน้นความกล้าในการคิด ลงมือทำ ตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ส่วนด้านการประสานงาน ผู้บริหารสตรีส่วนใหญ่เป็นคนที่ช่วยเชื่อมโยงบุคคลและหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ดังนั้นภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โดยเฉพาะในด้านการมีความคิดริเริ่มและการประสานงาน จึงถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
กนกอร สมปราชญ์. (2562). ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.
กาญจนา กลิ่นบัว. (2561). บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
เกศรา มัญชุศรี. (2563). การบริหารโรงเรียนตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา.
เขมจิรา สนอุทา. (2559). ภาวะผู้นำของผู้บริหารกับการพัฒนาครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ธิดา เมฆวะทัต. (2562). ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.
ธีระ รุญเจริญ. (2564). บทบาทของผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคไทยแลนด์ 4.0. วารสารการบริหารและพัฒนา, 6(1), 15–24.
บุญเสริม วีสกุล. (2552). หลักการวิจัยทางการศึกษา. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
บุษบา กนกศิลปะ. (2562). ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันในองค์การของครู. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.
มัชฌิมา วงษ์จันทร์เพ็ง. (2564). การพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดผู้นำเชิงจริยธรรม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
ราชกิจจานุเบกษา. (2560). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560. http://www.ratchakitcha.soc.go.th
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2561). การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21: การพัฒนาที่ยั่งยืน. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ปีการศึกษา 2562. สพฐ.
สำนักงานสถิติจังหวัดสตูล. (2565). รายงานสถิติจังหวัดสตูล ประจำปี 2565. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
สุนทร โคตรบรรเทา. (2563). รูปแบบภาวะผู้นำทางจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
อเนก สิทธิประศาสน์. (2553). การบริหารสถานศึกษากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู. สำนักพิมพ์พัฒนาวิชาการ.
Griffiths, D. E. (1956). Administrative theory. Appleton-Century-Crofts.
House, R. J. (1971). A path-goal theory of leader effectiveness. Administrative Science Quarterly, 16(3), 321–339. https://doi.org/10.2307/2391905
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





