แนวทางการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษากลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e289844คำสำคัญ:
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้, การบริหารจัดการ, กลุ่มเขตกรุงธนเหนือบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย 5 ด้าน ไดแก ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม ด้านสภาพแวดล้อมทางวิชาการ ด้านสภาพแวดล้อมทางความปลอดภัย และด้านสภาพแวดล้อมทางอารมณ์และจิตวิทยา ซึ่งล้วนส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมเหล่านี้ในห้องเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างความสุขในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) แนวทางการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ครูจากโรงเรียน ในกลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานครจำนวน 313 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 5 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าสอดคล้องรายข้ออยู่ระหว่าง .67-1.00 และมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ .85 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างรายคู่แบบ LSD และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัย: พบว่า 1) การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ จำแนกตามเพศและประสบการณ์การทำงานที่ต่างกัน ในภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้าน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และ .05 และ 3) แนวทางการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ ควรส่งเสริมให้ครูมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พัฒนาระบบการประเมินสภาพแวดล้อม และให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
สรุปผล: การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก คือ ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม และด้านสภาพแวดล้อมทางอารมณ์และจิตวิทยา ส่วนรายด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านสภาพแวดล้อมทางวิชาการ และด้านสภาพแวดล้อมทางความปลอดภัย ดังนั้น แนวทางแนวทางการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ควรสนับสนุนให้ครูเข้ามามีบทบาทในการวางแผนและปรับปรุงบริบทของการเรียนรู้ รวมทั้งพัฒนากระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมในการเรียนการสอน และรับฟังข้อเสนอแนะของครูเกี่ยวกับการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างจริงจังตามบริบทของแต่ละสถานศึกษา
เอกสารอ้างอิง
กนกวรรณ กฤษณะสมิต. (2564). การพัฒนาโรงเรียนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของนักเรียน. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2565). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2580. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
กัญญารัตน์ นิลปัทม์. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
จารุวรรณ เครือแก้ว. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับความผูกพันในองค์กรของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2563). การบริหารโรงเรียนในศตวรรษที่ 21. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธันยาภัทร์ อรุณฉาย. (2563). ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมกับพฤติกรรมองค์การของครู. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
นิชาภา เจริญรวย. (2566). การมีส่วนร่วมของครูในการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ประวีณา โภควณิช. (2559). ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร.
รัตนา ศรีจำปา. (2562). การส่งเสริมสุขภาวะของครูในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์ และคณะ. (2562). ภาวะผู้นำและการจัดการภายในโรงเรียนตามแนวคิดโรงเรียนสุขภาวะ. วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา, 13(1), 1–10.
วรัชญ์ กุลประดิษฐ์. (2562). การบริหารโรงเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของครู. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 26(2), 85–96.
ศศิพิมพ์ พุ่มพิมล. (2562). แนวทางการบริหารโรงเรียนเชิงพุทธจริยธรรม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ศิริพร ธรรมศรี. (2561). ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำกับความสุขในการทำงานของครู. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร. (2563). แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบด้านคุณภาพชีวิต. สำนักการศึกษา.
สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร. (2567). แนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนคุณภาพชีวิตดี. สำนักการศึกษา.
สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร. (2566). รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร.
สิริพร มโนรมย์. (2561). ภาวะผู้นำเชิงพุทธกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Likert, R. (1993). A technique for the measurement of attitudes. In P. Rossi (Ed.), The measurement of attitudes. Garland Publishing. (Original work published 1932)
National School Climate Center. (2020). School climate. https://schoolclimate.org
OECD. (2017). OECD framework for measuring well-being and progress: Measuring well-being and progress. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/9789264194564-en
UNESCO. (2017). Education for sustainable development goals: Learning objectives. United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000247444
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





