การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงานสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา

ผู้แต่ง

  • เบญจศรี ศรีโยธิน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร https://orcid.org/0009-0009-6962-7219
  • ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร https://orcid.org/0009-0001-4026-3820

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e288986

คำสำคัญ:

หลักสูตรเสริม, ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร, ฉากสถานการณ์เป็นฐาน

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ภาษาอังกฤษเป็นภาษาเชิงธุรกิจที่เป็นสื่อกลางในการประกอบธุรกิจ เนื่องจากสามารถสื่อความหมายได้ตรงประเด็น และน่าเชื่อถือส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจให้ประความสำเร็จ  อย่างไรก็ตามระดับความสามารถภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในระดับต่ำมากอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ. 2567 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงออกนโยบายการยกระดับภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษา โดยกำหนดให้บัณฑิตควรมีระดับความสารถภาษาอังกฤษ CEFR ที่ระดับ B2 และเพื่อตอบนโยบายการเข้าสู่สมาคมอาเซียนที่มีการแข่งขันเรื่องตลาดอาชีพ จึงมุ่งเน้นพัฒนาความสามารถในการพูดเป็นหลัก การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานตามความต้องการจำเป็นเพื่อพัฒนาหลักสูตรเสริม และพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อส่งเสริมสร้างความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ และการทำงาน สำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา

ระเบียบวิธีการวิจัย: ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตร แบ่งออกเป็น 1. ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร เครื่องมือในการวิจัยคือแบบวิเคราะห์เอกสาร  2. ศึกษาความต้องการจำเป็นเก็บข้อมูลจากบุคคล ดังนี้  2.1 ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ความต้องการจำเป็น แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 3 คน และผู้สอนภาษาอังกฤษ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 2.2 ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเชิงปริมาณด้วยการสอบถามความต้องการจำเป็น แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาหลักสูตร การสอนภาษาอังกฤษ และด้านการวัดผลและประเมินผล จำนวน 5 คน นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง จำนวน 50 คน และผู้ประกอบการ/ผู้ใช้บัณฑิต จำนวน 8 บริษัท เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร และหาคุณภาพของหลักสูตรด้วยการสนทนาอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย: 1) ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานตามความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรเสริม พบว่าองค์ประกอบหลักสูตร มี 10 องค์ประกอบ 4 หลักการสำคัญ และ 11 แผนการจัดการเรียนรู้ และผลการศึกษาความต้องการจำเป็นโดยวิเคราะห์ข้อมูลจากบุคคล แบ่งเป็น ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ความต้องการจำเป็น พบว่า การพัฒนาหลักสูตรเสริมมีความสำคัญมากเนื่องจากช่วยให้หลักสูตรหลักสมบูรณ์ มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักสูตร มีลักษณะเน้นความสมจริงในบริบทของการทำงาน บูรณาการกิจกรรมที่หลากหลาย และเสริมนอกห้องเรียน นักศึกษาควรมีโอกาสในการเรียนรู้ด้วยตนเองเข้าถึงเนื้อหา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามสะดวก ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเชิงปริมาณด้วยการสอบถามสภาพพึงประสงค์ และสภาพปัจจุบันในการพัฒนาหลักสูตรเสริม ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ในภาพรวมสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็น (PNI Modified) อยู่ที่ 0.30 ด้านที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ หลักสูตรและเนื้อหารายวิชา ความคิดเห็นจากนักศึกษา พบว่า ในภาพรวมสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก มีค่าดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็น (PNI Modified) อยู่ที่ 0.08 ด้านที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ หลักสูตรและเนื้อหารายวิชา และความคิดเห็นจากจากผู้ประกอบการ ในภาพรวมสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็น (PNI Modified) อยู่ที่ 0.34 ด้านที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความสามารถทางภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานที่หลากหลาย 2) ผลการพัฒนาหลักสูตรเสริมที่ส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงาน มีองค์ประกอบของหลักสูตร ดังนี้ 1) ความเป็นมาของหลักสูตร 2) หลักการ 3) จุดมุ่งหมาย 4) คำอธิบายรายวิชา 5) ผลลัพธ์การเรียนรู้ 6) โครงสร้างเวลาเรียน 7) โครงสร้างรายวิชา 8) กิจกรรมการเรียนรู้ 9) สื่อการเรียนรู้ และ 10) การวัดและประเมินผล โดยผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าในภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก

สรุปผล: หลักสูตรเสริมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงานมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) ความเป็นมาของหลักสูตร 2) หลักการ 3) จุดมุ่งหมาย 4) คำอธิบายรายวิชา 5) ผลลัพธ์การเรียนรู้ 6) โครงสร้างเวลาเรียน 7) โครงสร้างรายวิชา 8) กิจกรรมการเรียนรู้ 9) สื่อการเรียนรู้ และ 10) การวัดและประเมินผล มีหลักการสำคัญ ดังนี้ 1) พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ด้วยการส่งเสริมความรู้การเลือกใช้คำ โครงสร้างประโยค ความแตกต่างทางบริบทวัฒนธรรม และมารยาทการใช้ภาษาอังกฤษ 2) การแก้ปัญหาในสถานการณ์เป็นฐาน 3) มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ 4) การวัดและการประเมินผลโดยใช้ฉากสถานการณ์เป็นฐาน และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงานมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) วิธีการเรียน 2) กิจกรรม 3) ระยะเวลา 4) ผลการเรียนรู้ 5) สาระสำคัญ 6) สาระการเรียนรู้ 7) กิจกรรมการเรียนรู้ 8) ภาระงาน 9) การประเมินผล 10) สื่อและวัสดุอุปกรณ์ 11) แหล่งเรียนรู้

เอกสารอ้างอิง

กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ. (2559). แผนแม่บทประชาคมอาเซียน 2025: เสาหลักประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC). สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน.

กาญจนา คุณารักษ์. (2558). การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

จันทิมา แสงเลิศอุทัย. (2550). การพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียนผ่านกิจกรรมภาษาอังกฤษ. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

วิชัย วงษ์ใหญ่. (2554). การพัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษา. อาร์ แอนด์ ปริ้นท์.

สถาบันภาษาอังกฤษ. (2558). คู่มือการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร. กระทรวงศึกษาธิการ.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยและพัฒนา (R&D). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2553). แนวทางการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามแนวคิด Communicative Language Teaching (CLT). มหาวิทยาลัยนเรศวร.

Bartz, W. H. (1979). Basic principles of curriculum and instruction. Allyn and Bacon.

Beauchamp, G. A. (1981). Curriculum theory. The Kagg Press.

Brown, H. D. (2014). Principles of language learning and teaching (6th ed.). Pearson Education.

Brumfit, C. J., & Finocchiaro, M. (1983). The functional-notional approach: From theory to practice. TESOL Quarterly, 17(2), 233–242.

Canale, M., & Swain, M. (1980). Theoretical bases of communicative approaches to second language teaching and testing. Applied Linguistics, 1(1), 1–47.

Chaiklin, S. (2003). The zone of proximal development in Vygotsky’s analysis of learning and instruction. In A. Kozulin et al. (Eds.), Vygotsky’s educational theory in cultural context (pp. 39–64). Cambridge University Press.

Clark, C. M. (1973). Curriculum renewal in nursing education. Appleton-Century-Crofts.

Council of Europe. (2020). Common European framework of reference for languages: Learning, teaching, assessment—Companion volume. Council of Europe Publishing.

Davis, G. A., & Rimm, S. B. (1994). Education of the gifted and talented (4th ed.). Allyn & Bacon.

Donn, B. (1987). English for specific purposes. Cambridge University Press.

Errington, E. (2010). Preparing graduates for the professions using scenario-based learning. Higher Education Research and Development Society of Australasia (HERDSA).

Feryal, Ç. (2014). The influence of critical thinking skills on reading comprehension. Journal of Educational and Instructional Studies in the World, 4(2), 74–85.

Gillo, H. A. (2021). Exploring global competence in EFL learners. Global English Education, 8(3), 21–33.

Harmer, J. (2003). The practice of English language teaching (3rd ed.). Longman.

Hymes, D. (1971). On communicative competence. In J. B. Pride & J. Holmes (Eds.), Sociolinguistics (pp. 269–293). Penguin.

Johns, A. M., & Dudley-Evans, T. (2000). English for specific purposes: International in scope, specific in purpose. TESOL Quarterly, 34(2), 203–225.

Lotti Baker, E., & Orr, J. (2014). Educating English learners: What every classroom teacher needs to know. Pearson.

Mackay, R., & Mountford, A. (1978). English for specific purposes: A case study approach. Longman.

McDonough, J. (1984). ESP in perspective: A practical guide. Collins ELT.

McKinsey Global Institute. (2024). Defining the skills citizens will need in the future world of work. https://www.mckinsey.com

Nunan, D. (1989). Designing tasks for the communicative classroom. Cambridge University Press.

Oller, J. W. (1979). Language tests at school: A pragmatic approach. Longman.

Piirto, J. (2000). Understanding creativity. Great Potential Press.

Reesa, C. (2013). Strategies for teaching English to gifted learners. Gifted Child Today, 36(1), 34–41.

Richards, J. C., & Rodgers, T. S. (2006). Approaches and methods in language teaching (2nd ed.). Cambridge University Press.

Shenker, B., Gillingham, L., & Gaskell, J. (1996). Gender, education, and the hidden curriculum. Canadian Scholars’ Press.

Sümer, H. C., Doğan, S., & Özgür, H. (2024). Soft skills in 21st-century language learning. International Journal of Educational Research Open, 5, 100272. https://doi.org/10.1016/j.ijedro.2024.100272

Taba, H. (1962). Curriculum development: Theory and practice. Harcourt Brace & World.

Texas Agricultural Extension Service. (2000). Volunteer program management. Texas A&M University.

Tyler, R. W. (1969). Basic principles of curriculum and instruction (2nd ed.). University of Chicago Press.

Zellig, H. (1988). Language, thought, and reality: Selected writings. MIT Press.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-01-25

รูปแบบการอ้างอิง

ศรีโยธิน เ., & วณิชวัฒนวรชัย ศ. (2026). การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงานสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา . Interdisciplinary Academic and Research Journal, 6(1), e288986 . https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e288986

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ