ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดพิษณุโลก
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e288702คำสำคัญ:
ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, ความเครียด, คุณภาพชีวิตบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ประเทศไทยได้มีอาชีพผู้ดูแลอย่างเป็นทางการ โดยทำงานดูแลผู้สูงอายุในศูนย์ดูแล โดย มีลักษณะการดูแลที่มีความยากและซับซ้อน การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจึงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และก่อให้เกิดความเครียดในการดูแล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความเครียด ระดับคุณภาพชีวิต และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ร่วมของปัจจัยคุณลักษณะประชากร ความเครียดที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดพิษณุโลก
ระเบียบวิธีการวิจัย: การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่ผ่านการอบรมจำนวน 840 ชั่วโมง มีใบประกาศจากกระทรวงศึกษาธิการที่ปฏิบัติงานในศูนย์ดูแลของจังหวัดพิษณุโลก อายุ 18-45 ปี จำนวน 73 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล ระดับความเครียด และคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน ด้วยสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน (Spearman rank correlation) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ร่วมของปัจจัยคุณลักษณะประชากร ความเครียดที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง กำหนดนัยสำคัญทางสถิติ p-value < 0.05
ผลการวิจัย: ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 73 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 28.11 ปี ความเครียดในภาพรวมอยู่ระดับปานกลาง ร้อยละ 69.90 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50.54 ความเครียดระดับ ปานกลาง ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 61.60 รองลงมาด้านจิตใจ ร้อยละ 53.40 และด้านร่างกาย ร้อยละ 52.10 และความเครียดระดับน้อย คือ ด้านภาระหน้าที่ ร้อยละ 5.70 และระดับคุณภาพชีวิตในภาพรวมระดับปานกลาง ร้อยละ 67.10 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88.55 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 12.076 เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่า ด้านสุขภาพร่างกาย, ด้านจิตใจ, ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง อายุและการศึกษามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางตรงข้ามกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r = -0.270, (P< 0.05) และ r = -0.349, (P< 0.05) สถานภาพสมรสและรายได้มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r = 0.538, (P< 0.01) และ r = 0.406, (P< 0.01) และชั่วโมงการทำงานมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r = 0.252, (P< 0.05)
สรุปผล: ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีระดับความเครียดและระดับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในทิศทางตรงข้าม ได้แก่ อายุ และการศึกษา ทั้งนี้ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต ได้แก่ สถานภาพสมรส รายได้ และชั่วโมงการทำงาน ดังนั้นการส่งเสริมให้มีการวางแผนการทำงานในองค์กร และสร้างความสัมพันธ์แก่บุคลากรเพื่อลดปัญหาความเครียดจากการทำงานเพื่อส่งผลโดยตรงต่อการมีคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี และการทำงานที่เหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2567). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
กระสิน เขียวปิง, & เสาวนีย์ กุลเสวตร์. (2566). คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังในชุมชน จังหวัดลำปาง. วารสารกรมการแพทย์, 48(1), 80–86.
กัญนิกา อยู่สำราญ, อารีย์ วะสีนนท์, อัจฉรา ปันเจริญ, วาสนา จันทะคุณ, และ รัตติยา หาระสาร. (2565). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารสาธารณสุขชุมชน, 18(3), 90–100.
จินตนา กิ่งแก้ว, ศิวิไล โพธิ์ชัย, & นงลักษณ์ วิชัยรัมย์. (2562). คุณภาพชีวิตและความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชน. วารสารวิชาการเฉลิมกาญจนา, 6(1), 68–76.
จิรนันท์ ปุริมาตย์, โชคชัย หมั่นแสวงทรัพย์, ศุภชัย ปิติกุลตัง, & กรวรรณ ยอดไม้. (2562). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดจันทบุรี. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 28(4), 610–619.
ชาญชัย เหลาสาร, กัลยา ไชยสัตย์, & วชิราภรณ์ วิทยาขาว. (2563). การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเวียง. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 29(5), 813–821.
ชาลินี สุวรรณยศ, & ดาราวรรณ ต๊ะปินตา. (2563). การลดความเครียดในผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อม. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 34(2), 1–17.
ณัฐวรรณ พินิจสุวรรณ, กนกพร สุคำวัง, & ภารดี นานาศิลป์. (2561). ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม. พยาบาลสาร, 45(2), 1–13.
ธนารัตน์ อุดมวรรณนาเขต. (2564). สภาพการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. วารสารศิลปศาสตรและอุตสาหกรรมบริการ, 4(2), 40–60.
ธนิดา ผาติเสนะ, & อรุณี รัตน์สกุล. (2568). ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9, 19(1), 320–329.
ปวีณา ทักษิณาเจนกิจ. (2564). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดในผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม (วิทยานิพนธ์ปริญญาโท). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภัทรียา แก่นกระโทก. (2566). ความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง. (วิทยานิพนธ์ปริญญาโท). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รัตนาภรณ์ ชำนิศาสตร์. (2562). ความเครียดและคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง. วารสารพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 33(1), 55–68.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2550). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์.
สุดาสินี สุทธิฤทธิ์, อรณัส ยวงทอง, วราภา จันทร์เอียด, ณิชชยาภรณ์ บัวแสง, & ศิรันยา รอดเจริญ. (2564). ความเครียดของผู้ดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 35(2), 1–12.
สุวัฒน์ มหัตนิรันตร์กุล, วระวรรณิ ตันติพิวัฒนสกัลป์, & วนิดา พุ่มไพศาลชัย. (2545). เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI).Retrieved from: https://dmh.go.th/test/whoqol
Bloom, B. S., Madaus, G. F., & Hastings, J. T. (1971). Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York: McGraw-Hill.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Kunkle, R., Chaperon, C., & Berger, A. M. (2021). Formal caregiver burden in nursing homes: An integrative review. Western Journal of Nursing Research, 43(9), 877–893. https://doi.org/10.1177/0193945920979691
Lazarus, R. S., & Folkman, S. (1984). Stress, appraisal, and coping. New York: Springer.
Oechsle, K., Ullrich, A., Marx, G., Benze, G., Wowretzko, F., Zhang, Y., Dickel, L. M., ... & Bergelt, C. (2020). Prevalence and predictors of distress, anxiety, depression, and quality of life in bereaved family caregivers of patients with advanced cancer. The American Journal of Hospice & Palliative Care, 37(3), 201–213. https://doi.org/10.1177/1049909119872755
WHOQOL Group. (1997). WHOQOL: Measuring quality of life. World Health Organization. https://www.who.int/tools/whoqol
Zhang, Y., Punnett, L., & Nannini, A. (2017). Work-family conflict, sleep, and mental health of nursing assistants working in nursing homes. Workplace Health & Safety, 65(7), 295–303. https://doi.org/10.1177/2165079917697217
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





