การศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกพลิกผันสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.288177คำสำคัญ:
สมรรถนะ, ผู้บริหารสถานศึกษา, สถานการณ์โลกพลิกผันบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์ และขนาดของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกพลิกผัน ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 198 คน ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาจากประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.87 – 0.99 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกพลิกผัน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และเสนอข้อมูลเชิงพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจัย: พบว่า 1) สมรรถนะโดยรวมของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกยุคพลิกผันอยู่ในระดับสูงที่สุด โดยเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การมีวิสัยทัศน์ การสื่อสารและการจูงใจ และการวิเคราะห์และการสังเคราะห์ ตามลำดับ 2) ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานต่างกัน มีระดับสมรรถนะที่แตกต่างกัน โดยผู้ที่มีประสบการณ์ 5–10 ปี มีสมรรถนะสูงที่สุด รองลงมาคือผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี และมากกว่า 10 ปี ตามลำดับ 3) ขนาดของสถานศึกษามีผลต่อระดับสมรรถนะ โดยผู้บริหารจากโรงเรียนขนาดใหญ่มีสมรรถนะสูงที่สุด รองลงมาคือโรงเรียนขนาดกลาง และขนาดเล็ก 4) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 มีดังนี้ 4.1) การกำหนดเป้าหมายขององค์กรให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและสภาพแวดล้อมขององค์กร 2) การใช้ความรู้และประสบการณ์ในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3) การสร้างเครือข่ายและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง 4) การใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ 4.2) แนวทางพัฒนาความสามารถในการอธิบายและตีความสิ่งที่เป็นเหตุที่ซ่อนอยู่ภายในสิ่งต่าง ๆ หรือที่ปรากฎได้อย่างชัดเจน ภายใต้สถานการณ์โลกพลิกผันสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา มีแนวทางการพัฒนา คือ 1การบริหารจัดการการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก 2) การพัฒนาทัศนคติเชิงอนาคตเพื่อให้สามารถปรับตัวทันต่อความเปลี่ยนแปลง 4.3) แนวทางพัฒนาความสามารถในการกำหนดทิศทางหรือแนวทางให้บรรลุผลสำเร็จตามวิสัยทัศน์อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้สถานการณ์โลกพลิกผันสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา มีแนวทางการพัฒนา คือ 1) การกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน 2) การวางแผนและดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กร
สรุปผล: การวิจัยในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 โดยรวมมีสมรรถนะในระดับสูงมากในการบริหารงานภายใต้สภาวะพลิกผัน โดยสมรรถนะได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ในการบริหารงานและขนาดของสถานศึกษา จากผลการวิจัยยังได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะที่เน้นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ และการปรับตัวเชิงรุก ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
จิราพร วงษ์กล้า. (2564). การศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโลกพลิกผัน. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์.
ธีรพล ทรัพย์ทวี. (2565). สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา. (งานวิจัย). มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์.
นฤมล วงศ์อุบล. (2561). ความแตกต่างของสมรรถนะผู้บริหารตามขนาดของสถานศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 5(2), 56–70.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). สุวีริยาสาส์น.
ภาวิณี ไชยวังเย็น. (2565). สมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย.
มติชน ออนไลน์. (2564, 21 เมษายน). VUCA World กับการเปลี่ยนแปลงของผู้นำในศตวรรษที่ 21. มติชนออนไลน์. เข้าถึงจาก https://www.matichon.co.th
ยุพารัตน์ ใยเมือง. (2565). ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค VUCA world. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
รณรงค์ ศุภรัศมี. (2563). สมรรถนะที่จำเป็นของผู้นำองค์กรภาครัฐในยุคเปลี่ยนผ่าน. วารสารการบริหารและพัฒนาการศึกษา, 6(1), 21–34.
รัตติกา รวดเร็ว, & อุไร สุทธิแย้ม. (2565). ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคโลกพลิกผัน. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์.
ศยามน อินสะอาด. (2565). การเปลี่ยนแปลงการศึกษาในยุค Disruption. (รายงานการวิจัย). มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2552). มาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. (2552). คู่มือสมรรถนะ (Competency Manual). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักงาน ก.ค.ศ.
สุชาติ อุปัชฌาย์. (2563). การบริหารจัดการในโลกยุคใหม่. (งานวิจัย). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สุทธาสินี คูเจริญทรัพย์. (2560). สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขนาดต่าง ๆ. วารสารการบริหารและพัฒนาการศึกษา, 9(1), 66–79.
สุธาทิพย์ สุขเกษม. (2564). สมรรถนะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดต่าง ๆ ในยุค Thailand 4.0. วารสารวิจัยการบริหารการศึกษา, 3(2), 12–28.
อมรรัตน์ เตชะนอก. (2563). สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์.
อัจฉรา พยัคฆ์เกษม. (2560). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในเขตภาคเหนือ. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.
Bennett, N., & Lemoine, G. J. (2014). What VUCA means for you. Harvard Business Review, 92(1–2), 27–42.
Boyatzis, R. E. (1982). The competent manager: A model for effective performance. John Wiley & Sons.
Dweck, C. S. (2006). Mindset: The new psychology of success. Random House.
Katz, R. L. (1955). Skills of an effective administrator. Harvard Business Review, 33(1), 33–42.
Northouse, P. G. (2018). Leadership: Theory and practice (8th ed.). Sage Publications.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





