การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้หลักจิตตปัญญาศึกษากับความสุขในการทำงาน ของข้าราชการครูกลุ่มพุทธมณฑล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2

ผู้แต่ง

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.287922

คำสำคัญ:

จิตตปัญญาศึกษา, ความสุขในการทำงาน, ข้าราชการครูประถมศึกษา

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ความสุขในการทำงานของครูเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา โดยครูที่มีความสุขจะมีแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง ผู้เรียน และนวัตกรรมการสอน จิตตปัญญาศึกษาเป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงระหว่างความรู้ภายนอกกับการเรียนรู้ภายใน มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาทางปัญญาและจิตใจ และยังช่วยลดความเครียดและภาวะหมดไฟของครูได้ ดังนั้นในการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับพฤติกรรมการใช้หลักจิตตปัญญาศึกษา 2) ระดับความสุขในการทำงาน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้หลักจิตตปัญญาศึกษากับความสุขในการทำงานของข้าราชการครูในโรงเรียนกลุ่มพุทธมณฑล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2

ระเบียบวิธีการวิจัย: งานวิจัยเชิงปริมาณนี้ดำเนินการโดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการครู จำนวน 117 คน โดยตารางการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie & Morgan ผู้วิจัยพัฒนาแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติหลาย ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน

ผลการวิจัย: 1) ระดับพฤติกรรมการใช้หลักจิตตปัญญาศึกษาของข้าราชการครูในภาพรวมอยู่ระดับมาก เมื่อพิจารณาจำแนกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับการปฏิบัติสูงที่สุด คือ หลักการเผชิญความจริง (𝑥̅= 4.56,
SD= .50) 2) ระดับความสุขในการทำงานของข้าราชการครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาจำแนกรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือด้านมนุษยสัมพันธ์ในที่ทำงาน (𝑥̅= 4.33, SD= .84) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้หลักจิตตปัญญาศึกษากับความสุขในการทำงานของข้าราชการครู พบว่า มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก ภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r= .854, p < .01)

สรุปผล: ผลการวิจัยนี้ยืนยันว่าการส่งเสริมให้ครูใช้หลักจิตตปัญญาศึกษาในชีวิตและการทำงานจะช่วยยกระดับความสุขในการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ การพัฒนาจิตใจภายในของครูมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน เมื่อครูได้ฝึกฝนการพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เปิดใจสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ยอมรับความจริง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ จะส่งผลให้ครูสามารถสร้างความพึงพอใจในการทำงาน ประสบความสำเร็จ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อกูล ได้ทำงานที่มีคุณค่า และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ดังนั้น สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดจึงควรส่งเสริมการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านจิตตปัญญาศึกษา จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใคร่ครวญและการเรียนรู้ร่วมกัน สนับสนุนให้ครูพัฒนาตนเองจากภายใน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสุขในการทำงานของครู และจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนในที่สุด

เอกสารอ้างอิง

ก่อกนิษฐ์ คำมะลา, & วัลนิกา ฉลากบาง. (2562). ความสุขในการทำงานของครูประถมศึกษา. Journal of Buddhist Education and Research, 5(2), 65–81.

จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร. (2550). การวิจัยและพัฒนาจิตตปัญญาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา [วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].

ชลลดา ทองทวี และคณะ. (2551). จิตตปัญญาพฤกษา: การสำรวจและสังเคราะห์ความรู้จิตตปัญญาศึกษาเบื้องต้น.

ชุติมา ปัญญาพินิจนุกูร, พิริยลักษณ์ ศิริศุภลักษณ์, สุภาพร วรรณสันทัด, & จันทร์เพ็ญ นิลวัชรมณี. (2558). ผลของจิตตปัญญาศึกษาต่อการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของบุคลากร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล, 28(2).

เชาวนิตย์ เพชรบุตร. (2567). การศึกษาความสุขในการทำงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1. วารสาร มจร สุรนารีสาร, 2(3), 10–21.

พิทักษ์ พิสัยพันธ์. (2553). การศึกษาความสุขของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 [วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา].

ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. (2552). จิตตปัญญาศึกษา คืออะไร. ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570). สำนักนายกรัฐมนตรี.

สิริรัตน์ นาคิน. (2561). รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมจริยธรรมตามแนวจิตตปัญญาศึกษา [วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา].

อภิชาต ภู่พานิช. (2551). การใช้ดัชนีวัดระดับความสุขในการทำงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ [วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์].

อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา. (2550). รูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการคุณค่าความเป็นมนุษย์. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 30(1), 1–10.

Benevene, P., De Stasio, S., Fiorilli, C., Buonomo, I., Ragni, B., Briegas, J. J. M., & Barni, D. (2019). Effect of teachers’ happiness on teachers’ health: The mediating role of happiness at work. Frontiers in Psychology, 10, 2449. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2019.02449

Hargreaves, A., & Fullan, M. (2012). Professional capital: Transforming teaching in every school. Teachers College Press.

Hooker, T. (2020). Stories of happiness, emotional goals, and identity in 21st-century teachers [Doctoral dissertation, The University of Waikato]. Research Commons. https://hdl.handle.net/10289/13765

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.

Manion, J. (2003). Joy at work: Creating a positive workplace. Journal of Nursing Administration, 33(12), 652–655.

Noddings, N. (2003). Happiness and education. Cambridge University Press.

Palmer, P. J. (2017). The courage to teach: Exploring the inner landscape of a teacher’s life (20th anniversary ed.). Jossey-Bass.

Seligman, M. E. P. (2011). Flourish: A visionary new understanding of happiness and well-being. Free Press.

Shapiro, S. L., Lyons, K. E., Miller, R. C., Butler, B., Vieten, C., & Zelazo, P. D. (2015). Contemplation in the classroom: A new direction for improving childhood education. Educational Psychology Review, 27(1), 1–30. https://doi.org/10.1007/s10648-014-9265-3

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-02

รูปแบบการอ้างอิง

ลาโภดม ม. ., & สารสว่าง ส. . (2025). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้หลักจิตตปัญญาศึกษากับความสุขในการทำงาน ของข้าราชการครูกลุ่มพุทธมณฑล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(3), 1151–1162. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.287922

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ