การศึกษาสภาพ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.287826คำสำคัญ:
ความต้องการจำเป็น, ; มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน, คุณภาพผู้เรียนบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วยให้มั่นใจได้ว่าวิธีการสอนและผลลัพธ์การเรียนรู้มีความสอดคล้อง วัดผลได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาระดับชาติ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพและโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน
ระเบียบวิธีการวิจัย: ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 297 คน ได้มาโดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิอย่างไม่เป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่ พึงประสงค์ของการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (Modified Priority Needs Index; PNImodified) และระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย : ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.17, S.D. =0.30) และสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.41, S.D. =0.32) 2) ค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNIModified) ของการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน เรียงลำดับจากสูงสุดไปหาต่ำสุด คือ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน (PNIModified = 0.061) มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (PNIModified = 0.059) และมาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ (PNIModified = 0.057) ตามลำดับ 3) แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน มีทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ 1) มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน ควรมีการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนให้กับนักเรียน จัดกิจกรรมค่าย หรืออบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้เรียนในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้กับผู้เรียน สนับสนุนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน และควรมีการจัดค่ายคุณธรรม จริยธรรมทุกปี 2) มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ควรมีการนำผลที่ได้จากชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มาใช้ในการพัฒนางาน และควรมีการนิเทศติดตามการปฏิบัติงานและการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ และ 3) มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรมีการส่งเสริมให้ครูออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และส่งเสริมให้ครูเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้สื่อ เทคโนโลยี และสร้างสื่อ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน
เอกสารอ้างอิง
เจษฎา สุโน. (2565). แนวทางพัฒนาการบริหารและจัดการสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2561 ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตพรานลานไทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร. การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
ชนิตา พลายแก้ว. (2562). ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานตามมาตรฐานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
ณัฐธิดา สุระเสนา. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
นลินี จันทร์เปล่ง. (2563). สภาพและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาใฝ่บริการของผู้บริหาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุรินทร์. วิทยานิพนธ์ ค.ม. บุรีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
ปิยพร บุญใบ. (2563). ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
พินิจ นันทเวช. (2561). สภาพการปฏิบัติ และประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
ภารดี อนันต์นาวี. (2557). หลักการ แนวคิด ทฤษฎี ทางการบริหารการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 5).ชลบุรี: มนตรี.
รัชนก เสี่ยงบุญ. (2564). การพัฒนาแนวทางการบริหารสู่มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ลัดดาวัลย์ ชัยลิ้นฟ้า. (2563). แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามมาตรฐานการศึกษา พ.ศ. 2561 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.
วิรัตน์ พงษ์มิตร. (2557). ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2. (2566). รายงานผลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565. กาฬสินธุ์: กลุ่มนโยบายและแผน.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). แนวทางการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ. สำนักทดสอบทางการศึกษา.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). แนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561. กรุงเทพมหานคร: สำนักทดสอบทางการศึกษา.
Krejcie, R.V., & Morgan, D.W. (1970) Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30, 607-610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





