องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม

ผู้แต่ง

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.287019

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ภาวะผู้นำดิจิทัลมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเพื่อปรับการบริหารการศึกษาให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วจากการเปลี่ยนผ่านยุคอนาล็อกเข้าสู่ยุคดิจิทัล สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐมมีองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลหรือไม่ ผู้วิจัยจึงกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม และ 2. เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม

ระเบียบวิธีการวิจัย: องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำดิจิทัลและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม ดังนั้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม จำนวน 420 คน จากประชากร 1,819 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .963 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้สูตรของเพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การพิจารณาองค์ประกอบที่มีค่าไอเกน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน

ผลการวิจัย: 1) ระดับองค์ประกอบของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย=4.58/S.D.=0.56) 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจขององค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐมทุกตัวมีความสอดคล้องกับโมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัล กล่าวคือมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.568 และการทดสอบด้วย Barrett’s Test of Sheri city การทดสอบเมทริกซ์สหสัมพันธ์ องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม พบว่าค่าไคกำลังสองของเมทริกซ์สหสัมพันธ์จากผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ Barrett’s Test มีค่าเท่ากับ 34674.451 และมีค่านัยสำคัญทางสถิติ 0.000 และองค์ประกอบเชิงยืนยันขององค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม พบว่า ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ 35 ตัวแปร มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001

สรุปผล: 1) องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างโอกาส รองลงมา คือ ด้านการประชาสัมพันธ์ ส่วนด้านการเติบโต/ พัฒนาอย่างมืออาชีพ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัล พบว่าองค์ประกอบทั้ง 7 องค์ประกอบ 35 ตัวแปร มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ทุกค่า แสดงว่าโมเดลมีความตรงเชิงโครงสร้างทุกองค์ประกอบ

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม. (2565). รายงานผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม. สืบค้นจาก https://www.mathayom-npt.go.th

ชูชาติ พุทธลา. (2561). องค์ประกอบของภาวะผู้นำทางดิจิทัลสำหรับผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ธิติพร ดนัยโชติ. (2558). ภาวะผู้นำ. วารสารศูนย์บริการวิชาการ, 14(2), 42-47.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น ฉบับปรับปรุง (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุรีวิยาสาส์น.

ภารดี อนันต์นาวี และสิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง. (2565). การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบองค์กรนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารรัชต์ภาคย์. 16 (45), 487-504.

ศรุดา ชัยสุวรรณ. (2558). ผู้นำการศึกษากับการพัฒนาตนการพัฒนางาน. กรุงเทพฯ: ทริปเปิ้ลเอก๊อปปี.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

สุกัญญา แช่มช้อย. (2562). การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เอกชัย กี่สุขพันธ์. (2562). การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล (School Management in Digital Era). สืบค้นจาก http://www.pracharathschool.go.th/skill/detail/ 52232

Hair J.F., Black W.C., Babin B.J., Anderson R.E. & Tatham R.L. (2006). Multivariate data analysis. (6th ed.). Pearson Prentice Hall: New Jersey.

Hox, J. J. (2010). Multilevel analysis: Techniques and applications (2nd ed.). Routledge. https://doi.org/10.4324/9780203852279

Kelloway, E. K. (2014). Using Mplus for structural equation modeling: A researcher’s guide. Sage.

Lussier, R. N., & Achua, C. F. (2007). Effective leadership (3rd ed.). Thomson South-Western.

Martin, S., & Notari, M. (Eds.). (2015). Affordances, approaches, and challenges for blended, technology-enhanced learning: Present and future development. Special Edition of Educational Research and Evaluation, 20(7-8). https://www.stewart-martin.uk/research.html

McLeod, S. A. (2017). Kolb’s learning styles and experiential learning cycle. Simply Psychology. https://www.simplypsychology.org/learning-kolb.html

Schumacker, R. E. & Lomax, R. G., (2010). A beginner’s guide to structural equation modeling. (3rd ed.). New Jersey: Lawrence Erlbaum Associates.

Sheninger, E. (2014). Digital leadership: Changing paradigms for changing times. Corwin Press.

Stodd, J. (2014). The social leadership handbook. London: Sea Salt Publishing. Retrieved from https://julianstodd.wordpress.com/2016/07/09/10-reason

Yukl, G., & Mahsud, R. (2010). Why is flexible and adaptive leadership essential? Consulting Psychology Journal: Practice and Research, 62(2), 81–93. Retrieved from https://doi.org/10.1037/a0019835

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-11-24

รูปแบบการอ้างอิง

มณีวงษ์ ศ. ., แย้มชุติ อ. ., & อินทรสัมพันธ์ ว. . (2025). องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(6), 825–836. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.287019

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ