ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.286901คำสำคัญ:
ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจ, พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู, ผู้บริหารสถานศึกษาบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีภาวะผู้นำ มีความคิดกว้างไกล มีความยืดหยุ่น มีความคิดสร้างสรรค์และพร้อมต่อการปรับเปลี่ยน เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้ที่ได้รับการเสริมพลังอำนาจและเป็นผู้เสริมพลังอำนาจให้กับบุคคล ทีมงาน และองค์กร การเสริมสร้างพลังอำนาจจึงเป็นกระบวนการสร้างแรงเสริม (Synergistic Paradigm) ให้บุคคลมีความสัมพันธ์กัน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็นความรู้สึก ได้เรียนรู้การทำงาน และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน จึงนับเป็นกระบวนการในการสนับสนุน ช่วยเหลือและใช้ประโยชน์ร่วมกัน การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ว่าการที่ผู้บริหารสถานศึกษาแสดงภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจ ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาวิชาชีพ และการส่งเสริมศักยภาพ การทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครูอย่างไร ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวประกอบด้วย ความสำนึกในหน้าที่ การให้ความช่วยเหลือ การให้ความร่วมมือ การคำนึงถึงผู้อื่น และความอดทนอดกลั้น
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 310 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์
ผลการวิจัย: พบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
สรุปผล: ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู ได้ 3 ประเด็น ดังนี้ 1) ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและแยกเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการทำงานเป็นทีม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพบว่า ด้านการพัฒนาวิชาชีพ และการส่งเสริมศักยภาพมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู โดยภาพรวมและแยกเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการคำนึงถึงผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการให้ความร่วมมือ และพบว่าด้านด้านการให้ความช่วยเหลือมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู พบว่า ภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งตัวชี้วัดของภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของครู ที่มีความสัมพันธ์ปานกลาง คือ ด้านความก้าวหน้า ด้านการยอมรับนับถือ และด้านลักษณะของงาน ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
กฤษณพร จันทวงศ์. (2562). การเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี. วารสารศึกษาศาสตร์, 21(2), 79–88.
จรรยพร ศรีชะฎา. (2567). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจกับการทำงานเป็นทีมของครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้. วารสารบริหารการศึกษา, 18(1), 45–58.
เฉลิมขวัญ จ้านสกุล. (2559). การเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร,
ธีรพร ทองขะโชค. (2565). อิทธิพลของพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรต่อวัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กรของอาจารย์มหาวิทยาลัยในจังหวัดสงขลา. วารสารวิชาการการจัดการศึกษา, 13(2), 113–124.
รัตตมณี มาสาซ้าย. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาแก่ครูกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 19. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย,
วิรันทร์ดา เสือจอย. (2564). การเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี. วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 4(3), 1157–1171.
Breeding, M. (2008). Empowering leadership: Leading to transform organizations. Journal of Leadership Studies, 2(2), 45–54.
Brief, A. P., & Motowidlo, S. J. (1986). Prosocial organizational behaviors. Academy of Management Review, 11(4), 710–725.
Cohen, L., Manion, L., & Morrison, K. (2018). Research methods in education (8th ed.). Routledge.
Greenberg, J., & Baron, R. A. (1993). Behavior in organizations: Understanding and managing the human side of work (4th ed.). Allyn and Bacon.
Gregory, M., James, A., & Neville, K. (2002). Job satisfaction and organizational citizenship behavior: A study of Australian human-service professionals. Journal of Managerial Psychology, 17(4), 287–297.
Kinlaw, D. C. (1995). The practice of empowerment: Making the most of human competence. Gower Publishing, Ltd.
Organ, D. W. (1988). Organizational citizenship behavior: The good soldier syndrome. Lexington Books.
Ritrod, P. (2013). Empowerment-based basic educational institution administration model. Journal of Education Naresuan University, 15(1), 60-69.
Schnake, M., & Dumler, M. P. (1997). Organizational citizenship behavior: The impact of rewards and reward practices. Journal of Managerial Issues, 9(2), 216–229.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





