การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะกระบวนการทำงาน วิชาการงานอาชีพ เรื่องงานประดิษฐ์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.286771คำสำคัญ:
โครงงานเป็นฐาน, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ทักษะกระบวนการทำงานบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: จากการศึกษาสภาพปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการงานอาชีพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2565 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และยังพบว่านักเรียนขาดทักษะในการทำงาน ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เรื่องงานประดิษฐ์ รายวิชาการงานอาชีพ ก่อนเรียนและหลังเรียน และเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทำงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน เรื่องงานประดิษฐ์ รายวิชาการงานอาชีพ กับเกณฑ์ร้อยละ 75
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดไพรสณฑ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เมื่อได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างแล้ว จึงใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) 7 แผนการสอน จำนวน 10 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ คะแนนรวม 30 คะแนน และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทำงาน จำนวน 10 ข้อ คะแนนรวม 20 คะแนน โดยใช้ค่าที (t-test dependent)
ผลการวิจัย: (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.45 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 27.75 คะแนน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ (2) ทักษะกระบวนการทำงาน เรื่องงานประดิษฐ์ รายวิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 38.55 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 96.37 จากคะแนนทักษะกระบวนการทำงาน จะเห็นได้ว่าทักษะกระบวนการทำงาน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75 อย่างมีนัยความสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุปผล: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และทักษะกระบวนการทำงาน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ สามารถอภิปรายได้ว่า เนื่องจากนักเรียนได้เข้ากลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ อธิบายกับเพื่อนๆในกลุ่ม สร้างความสามัคคี ให้นักเรียนกระตุ้นความสนใจและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น จึงสร้างความพึงพอใจให้กับนักเรียนได้
เอกสารอ้างอิง
กนกนภัส สีหราช และวิไลภรณ์ ฤทธิคุปต์. (2563). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ เรื่องการถนอมอาหารและ การแปรรูปอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเวียงชัยวิทยาคม. วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 14(1), 115–127. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ksk/article/view/241309
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2553). 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. พิมพ์ครั้งที่3. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2550). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการทำงาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏ.
พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2543. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพมหานคร : สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
พัชนี มหาโพธิ์. (2565). การพัฒนาการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 6. วารสารวิจัยและพัฒนาสหวิทยาการ, 1 (3), 25-37.
ลัดดา ภู่เกียรติ. (2547). การจัดการเรียนรู้โดยโครงงานเป็นฐาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2549). การเรียนรู้แบบโครงงาน: แนวคิดและทฤษฎี. วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษา, 9(4), 55-67.
สมบัติ ท้ายเรือคำ. (2555). ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 5 มหาสารคาม : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553. กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี.
สุรินทร์ ตันสกุล. (2561). รายงานการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน เรื่องเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. สงขลา : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2.
Barell, J. (2007). Problem-based learning: An inquiry approach (2nd ed). Thousand Oaks, CA: Corwin.
Barell, J. (2010). Problem-based learning: The foundation for 21st-century skills. In J. Bellanca & R. Brandt (Eds), 21st century skills: Rethinking how students learn. Bloomington, IN: Solution Tree Press.
KM CHIL-PBL. (2558). การเรียนรู๎ด๎วยโครงงาน (Project-based Learning). Retrieved from: http://www.vcharkarn.com/vcafe/20230.
Piaget, J. (1950). The psychology of intelligence. Harcourt, Brace.
Wurdinger, S. D., Haar, J., Hugg, B., & Bezon, J. (2007). A qualitative study using project-based learning in a mainstream middle school. Improving Schools, 10, 150–61.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





