บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น

ผู้แต่ง

  • แพรพลอย อัศวพัฒนากูล คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย https://orcid.org/0009-0001-3732-6923
  • ประสงค์ ต่อโชติ คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย https://orcid.org/0009-0006-5729-8655
  • สุจิตรา อร่ามพงษ์พันธ์ คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย https://orcid.org/0009-0000-9012-6472

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.286669

คำสำคัญ:

บทบาท, ผู้บริหารสถานศึกษา, แรงจูงใจ

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: บทบาทผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจของครู โดยการบริหารที่มีวิสัยทัศน์ การสนับสนุนที่เหมาะสม และบรรยากาศการทำงานที่ดี จะช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและประสิทธิภาพในการสอนของครู หากผู้บริหารสามารถสร้างแรงจูงใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลให้คุณภาพการศึกษาพัฒนาอย่างยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียน 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 3. ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ 4. บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติงานสอนในสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 263 คน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 40 คน ครูที่ปฏิบัติงานสอนในสถานศึกษา จำนวน 223 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน

ผลการวิจัย: พบว่า 1) บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือด้านการเป็นผู้จัดสรรทรัพยากร สำหรับด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บทบาทการเป็นผู้ประสานงาน 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านปัจจัยจูงใจ สำหรับด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านปัจจัยค้ำจุน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีความสัมพันธ์ในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มากที่สุด ได้แก่ การประสานงานและการจัดสรรทรัพยากร (R² = 0.985, p < .01)

สรุปผล: บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำที่ดี สนับสนุนทรัพยากร และสร้างบรรยากาศการทำงานที่เหมาะสม สามารถกระตุ้นให้ครูมีแรงจูงใจในการทำงานสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนและประสิทธิภาพของสถานศึกษาโดยรวม

เอกสารอ้างอิง

กันธอร กุลบุตรดี. (2553). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในโรงเรียน อำเภอเกาะจันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยบูรพา.

ขนิษฐา สมาธิ. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ของครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดตรัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. สุโขทัยธรรมาธิราช.

คมสันต์ สังขภิญโญ. (2563). บทบาทของผู้บริหารกับคุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

จิราภรณ์ บุญสุนีย. (2567). บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสกลนครเขต 1. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุ ศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.

ชุติมาพร เชาวน์ไว. (2562). บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์.

ชูศักดิ์ เอกเพชร, สมคิด นาคขวัญ, และ จรัส แก้วมณี. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราฎร์ธานี.

ทิศนา แขมมณี. (2547). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นภาพร เมฆมูสิก.(2551). พฤติกรรมการทำงานเป็นทีมของบุคลากร กรณีศึกษา : กลุ่มบริษัททรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ศึกษาในเขตพื้นที่ภาคใต้. วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.

เนตรนภา นมัสไธสง. (2562). บทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต.มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2546). การจัดการสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: เซ็นทรัลเอ็กเพรส.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.

ปัญญา จั่นรอด. (2548). ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาชลบุรี เขต 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยบูรพา.

พงษ์อิศรา ประหยัดทรัพย์. (2557). บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาคุณลักษณะของผู้เรียนมาตรฐานสากล ปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.

ยุทธภูมิ ช่างเหล็ก. (2553). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนในเครือข่ายทุ่งตะโก 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาชุมพร เขต 2 อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา.

วสิษฐ์พล รอบจังหวัด. (2562). บทบาทของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

วิรัช สงวนวงศ์วาน. (2550). การจัดการและพฤติกรรมองค์กร. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.

สายัณห์ ตากมัจฉา. (2546). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยบูรพา.

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2553). การศึกษา: รากฐานประชาคมอาเซียน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว.

สิริกานต์ โฮมราช. (2558). บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด.

สุรีพร พึ่งพุทธคุณ. (2549). การบริหารจัดการทีมงาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ์.

เสนาะ ติเยาว์. (2543). หลักการบริหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น. (2565). แผนพัฒนาการศึกษา. (พ.ศ.2566 – 2570). Retrieved from: https://kkpao.go.th/kkpao/uploads/editor/632941a134552.pdf

Alderfer, C. P. (1972). Existence: Relatedness and Growth, Human Needs in. Organizational Setting. New York: Free Press.

Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th ed.). New York: Harper & Row.

Dubrin, A. J., & Ireland, R. D. (1995). Management and organization (3rd ed.). Cincinnati, OH: South-West College.

Ferguson, George A. 1981. Statistical Analysis in Psychology and Education. 5th Ed., Tokyo McGraw–Hill Book Company.

French, J. R. P., & Raven, B. H. (1968). The bases of social power. Ann Arbor: Institute for Social Research, University of Michigan. Illinois: Richard D. Irvin.

Greene, J. P. (1992). Beyond Power: Paradigm Subversion and Reformulation and the Re-creation of the Early Modern Atlantic World. In D. C. Hine, & J. McLeod (Eds.), Crossing Boundaries: Comparative History of Black People in Diaspora (pp. 319-342). Bloomington, IN: Indiana University Press.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.

Likert, R. T. (1967). The human organization its management, and value. New York: McGraw-Hill.

Mintzberg, H. (2013). Simply Managing: What Managers Do—and Can Do Better. San Francisco, CA: Berrett-Koehler Publishers.

Vroom, V. (1995). Work and Motivation. Revised Edition, Jossey-Bass Classics.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-11-15

รูปแบบการอ้างอิง

อัศวพัฒนากูล แ., ต่อโชติ ป., & อร่ามพงษ์พันธ์ ส. (2025). บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(6), 133–152. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.286669

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ