รูปแบบการพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.286478คำสำคัญ:
รูปแบบการพัฒนา, การนิเทศภายใน, ผู้บริหารสถานศึกษาบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์การวิจัย: การพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการศึกษาและด้านบริหารจัดการการศึกษา ระยะที่ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 354 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 สร้างรูปแบบการพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ จำนวน 5 คน ประกอบด้วยผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิทศก์ที่มีผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการนิเทศการศึกษา เพื่อศึกษาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา และกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงจากกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อยืนยันรูปแบบโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 4 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม จำนวน 11 คน โดยการสมัครใจเข้าร่วมพัฒนาตามรูปแบบ
ผลการวิจัย: 1. องค์ประกอบและตัวชี้วัดพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 23 ตัวชี้วัด ดังนี้ 1) การวางแผนการดำเนินการนิเทศ มี 7 ตัวชี้วัด 2) การดำเนินการนิเทศ มี 5 ตัวชี้วัด 3) การประสาน และติดตามการนิเทศ มี 3 ตัวชี้วัด และ 4) การวัดและประเมินผลการนิเทศ มี 8 ตัวชี้วัด 2. สภาพปัจจุบันโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเรียงตามลำดับดังนี้ 1) การวางแผนการดำเนินการนิเทศ 2) การประสานและติดตามการนิเทศ 3) การดำเนินการนิเทศ 4) การวัดและประเมินผลการนิเทศ ตามลำดับ 3. รูปแบบการพัฒนาประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กระบวนการพัฒนา 5) สื่ออุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้ และ 6) การวัดและประเมินผล ในส่วนเนื้อหาการพัฒนาประกอบด้วย 4 Module ได้แก่ Module 1 ด้านการวางแผนการดำเนินการนิเทศ, Module 2 ด้านการดำเนินการนิเทศ, Module 3 ด้านการประสาน และติดตามการนิเทศ และ Module 4 ด้านการวัดและประเมินผลการนิเทศ และมีผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการใช้รูปแบบ 1) การประเมินพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษามีผลการประเมินก่อนเข้าร่วมพัฒนาอยู่ในระดับน้อย 2) การประเมินพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษามีผลการประเมินหลังเข้าร่วมพัฒนาอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบ โดยรวมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
สรุปผล การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การวางแผน, การดำเนินการนิเทศ, การประสานและติดตาม, และการวัดและประเมินผล โดยใช้ 23 ตัวชี้วัด เพื่อประเมินผลการปฏิบัติในแต่ละด้าน จากการประเมินความต้องการพัฒนา พบว่าผู้บริหารดำเนินการในระดับดี แต่ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาในบางด้าน โดยลำดับความสำคัญสูงสุดคือ การวางแผนการนิเทศ และการประสานและติดตาม รูปแบบการพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาควรประกอบด้วย หลักการ, วัตถุประสงค์, เนื้อหา, กระบวนการพัฒนา, สื่อการเรียนรู้, และ การประเมินผล โดยเนื้อหาถูกแบ่งเป็น 4 Module ตามองค์ประกอบหลักของการนิเทศ ผลการใช้รูปแบบการพัฒนาแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารที่เข้าร่วมพัฒนา มีทักษะการนิเทศดีขึ้นจากระดับต่ำไปยังระดับสูง และมี ความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับสูงที่สุด
เอกสารอ้างอิง
จริยาภรณ์ เรืองเสน. (2561). แนวทางพัฒนากระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, 3(6), 1–15.
ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2554). การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาองค์การ. สงขลา: ชาญเมืองการพิมพ์.
ณัฐชนา สหุนิล. (2559). การพัฒนาแนวทางการนิเทศภายในแบบพี่เลี้ยงสำหรับโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ณัฐวุฒิ แก้วศรี. (2566). การประเมินผลการนิเทศภายในโรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. วารสารศึกษาศาสตร์, 22(1), 112–127.
ธีระ รุญเจริญ. (2550). การบริหารโรงเรียนยุคปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ: ธนาเพรส.
เพิ่มพูล ร่มศรี. (2558). การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในที่มีประสิทธิผลสำหรับโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
รัศมี ภูกันดาน. (2562). การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ทีมเป็นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษา (วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ศิริพร ศรีพฤทธิ์. (2566). การนิเทศการสอนในโรงเรียนยุคดิจิทัล. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์, 15(3), 112–130.
สมาน อัศวภูมิ. (2550). การใช้วิจัยพัฒนารูปแบบในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก. ใน เอกสารประกอบการสอนวิชาสัมมนาการศึกษาระดับปริญญาเอก (หน้า 50–53). อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.
สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2552). แนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือประกอบการอบรมการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่สถานศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม. (2565). แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2565. มหาสารคาม: กลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
สิริกร ไชยราช. (2562). การพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูในการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11 (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2553). การวัดและประเมินผลแนวใหม่ : เด็กปฐมวัย (ปรับปรุงแก้ไข). กรุงเทพฯ: ดอกหญ้าวิชาการ.
สุทธินันท์ จันทรมณี. (2565). การวางแผนการนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพครูในสถานศึกษา. วารสารบริหารการศึกษา, 30(2), 85-101.
สุนทรชัย สถาวร. (2564). รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาครูในศตวรรษที่ 21. วารสารวิชาการครุศาสตร์, 10(2), 75–89.
สุวิมล ว่องวานิช. (2558). การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Aderson, L. W. (1997). Instructional supervision: A development approach. New York: Routledge.
Akkaya, A. (2022). The importance of effective supervision in school leadership. Journal of Educational Leadership, 9(2), 45–59.
Darling-Hammond, L. (2023). The right to learn: A blueprint for creating schools that work (Updated ed.). Jossey-Bass.
Eisner, E. W. (1976). Educational connoisseurship and educational criticism: Their form and functions in educational evaluation. Journal of Aesthetic Education, 10(3), 135–150.
Glickman, C. D., Gordon, S. P., & Ross-Gordon, J. M. (2022). SuperVision and instructional leadership: A developmental approach (10th ed.). Pearson.
Harris, B. M. (1985). Supervisory behavior in education (3rd ed.). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Joyce, B., Weil, M., & Calhoun, E. (2011). Models of teaching (8th ed.). Pearson Education.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Robinson, V., & Timperley, H. (2021). The role of follow-up in instructional supervision. International Journal of Educational Management, 32(5), 1023-1039.
Sergiovanni, T. J. (2023). The principalship: A reflective practice perspective (8th ed.). Pearson.
Smith, J., & Evans, D. (2021). The role of planning in instructional supervision. International Journal of Educational Management, 34(6), 897-915.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





