บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.285537คำสำคัญ:
บทบาทผู้บริหาร, งานประกันคุณภาพ, สถานศึกษาบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การประกันคุณภาพการศึกษาภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะเป็นผู้นำในสถานศึกษาจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญและมีส่วนรับผิดชอบต่อการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ตามมาตรฐานการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3) รวบรวมข้อเสนอแนะบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 128 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นชนิดสัดส่วนตามขนาดของสถานศึกษาจากนั้นใช้วิธีการสุ่มแบบอย่างง่ายโดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบเอฟ
ผลการวิจัย: 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา รองลงมาคือ ด้านจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง และน้อยที่สุด คือ ด้านประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาและด้านติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 2) การเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่า ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา ที่แตกต่างกัน มีบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่กำหนดไว้ที่ 0.05 และ 3) ข้อเสนอแนะบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ควรมีการกำหนดมาตรฐานให้ตรงตามบริบทของชุมชนและดำเนินงานตามมาตรฐานสถานศึกษา มีการประชุมวางแผน การปรับให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ให้มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียนในแต่ละพื้นที่ที่อาจมีความแตกต่างกันไป
สรุปผล: ความแตกต่างในบทบาทของผู้บริหารขึ้นอยู่กับประสบการณ์และขนาดของสถานศึกษา ดังนั้น การกำหนดมาตรฐานการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน โดยการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่เป็นระบบ รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู และชุมชน จึงเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนระบบประกันคุณภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2562). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว.
กิตติยา พิลาจันทร์. (2563). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของครูผู้สอนกับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20. วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล, 6(2), 52 –100.
โกสินธุ์ สมุทรกลาง. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการดําเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเอกชนสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา.วารสารวิชาการสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, 8(1), 213-226.
จารุวรรณ บกสวัสดิ์.(2564).บทบาทการมีส่วนร่วมของครูในการดำาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่ม 2 กรุงเทพมหานคร.วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 8(1),130-131.
จิณณวัตร ปะโคทัง. (2562). ภาวะผู้นำยุคดิจิทัล สำหรับผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ. อุบลราชธานี: ศิริธรรมออฟเซ็ท.
ชัยยนต์ เพาพาน. (2561). ภาวะผู้นำทางการศึกษาและนวัตกรรมกาทางการบริหาร กระบวนทัศน์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ธีรศักดิ์ อุปรมัย, อุปไมย อธิชัย และสุชาติ บางวิเศษ. (2563). การบริหารและการจัดการศึกษาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร.
นารีรัตน์ คณาจันทร์. (2563). ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา จังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล, 6(2), 152-161.
บุญชม ศรีสะอาด และคณะ. (2558). พื้นฐานการวิจัยการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กาฬสินธุ์: ตักสิลาการพิมพ์.
ประสพชัย พสุนนท์. (2557). การกำหนดขนาดตัวอย่างตามแนวทาง Krejcie and Morgan (1970) ในการวิจัยเชิงปริมาณ. วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์, 7(2), 112 – 120.
เพ็ญจันทร์ สินธุเขต. (2560). การศึกษายุคนี้(ยุคดิจิทัล): Thailand 4.0. การประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 3. การประชุมจัดโดย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง.
ภาณุวัฒน์ เหมนวล. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์.
รณยุทธ สังสุทธิ์. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์, 8(2), 345-362.
ลดาวัลย์ ตั้งมั่น (2561). การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 จังหวัดปทุมธานี. วิทยานินพ์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาวิชาการบริหารการศึกษา: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
เลอศักดิ์ ตามา. (2564). ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22. วารสารรัชต์ภาคย์, 15(38), 1 – 13.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลาเขต 3. (2566). ข้าราชการครูโรงเรียนในเขตพื้นที่อำเภอเทพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลาเขต 3. สงขลา: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลาเขต 3.
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2563). การประกันคุณภาพ. Retrieved February 22, 2024, from: http://www.royin.go.th/?knowledges=การประกันคุณภาพ-22-พฤศจ
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). เอกสารการบรรยายพิเศษ มาตรฐานการศึกษา สู่การยกระดับคุณภาพคนไทย 4.0. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). แนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ตามกฎกระทรวงการประกัน คุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561.กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.เอ.รัตนะเทรดดิ้ง.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





