ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะครู เพื่อพัฒนาสมรรถนะนักเรียนสู่มาตรฐานสากล (PISA) โรงเรียนในกลุ่ม 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.284606คำสำคัญ:
การพัฒนาสมรรถนะครู, PISA, ความต้องการจำเป็นบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ผลการประเมิน PISA 2022 สะท้อนให้เห็นว่าสมรรถนะของผู้เรียนไทยด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ยังต้องได้รับการพัฒนา โดยครูมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐาน PISA การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน 2) วิเคราะห์สภาพที่ควรจะเป็น และ 3) ประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครูตามแนวทาง PISA ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยเชิงปริมาณนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างครู 227 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามตาราง Krejcie & Morgan เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.967 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Modified Priority Needs Index () เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความต้องการพัฒนาสมรรถนะครู
ผลการวิจัย: สภาพที่เป็นอยู่ในการพัฒนาสมรรถนะครูเพื่อพัฒนาสมรรถนะนักเรียนสู่มาตรฐานสากล (PISA) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด ครูให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนและองค์กรมากที่สุด ความต้องการจำเป็นด้านการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการจัดการเรียนรู้มีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือด้านภาวะผู้นำครูและการบริหารจัดการชั้นเรียน
สรุปผล: จุดแข็งของครูคือความสามารถในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการบริหารจัดการชั้นเรียน เช่น การจัดกิจกรรม การจัดระบบสารสนเทศ และการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ครูยังต้องการพัฒนาด้านการสร้างความร่วมมือกับชุมชน การเป็นผู้นำทางวิชาการ และการใช้ผลการประเมิน PISA เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเครือข่ายผู้ปกครองเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่บ้านของนักเรียน จึงควรส่งเสริมให้ครูสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน พัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเทคนิคการสอน และนำผลการประเมิน PISA มาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
เอกสารอ้างอิง
ฐกร พฤฒิปูรณี. (2564). การพัฒนาสมรรถนะครูในช่วงยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561–2580). มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ทิศนา แขมมณี. (2562). 10 สมรรถนะหลักปั้นเด็กไทยฉลาดรู้: อยู่ดีมีสุข มีความสามารถสูง และใส่ใจสังคม. ใน สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. ที่ระลึกงานวันครู ครั้งที่ 63 พ.ศ. 2562 . กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา.
พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร, กาญจน์ เรืองมนตรี และ ราตรี เลิศหว้าทอง (2566). สมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สู่คุณภาพการศึกษาในยุคใหม่. วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์, 5(2), 375-388.
มนตรี แย้มกสิกร. (2562). ครูแห่งอนาคตเพื่อผู้เรียนแห่งอนาคต. การประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2562 เรื่อง “ครูแห่งอนาคตเพื่อผู้เรียนแห่งอนาคต”. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา
ศราวุธ แวงธิสาร. การพัฒนาแนวทางพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2. .วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยนครพนม.
สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2565). เช็กความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กทม. มีภาระค่าใช้จ่ายการศึกษาสูงกว่าทั้งประเทศ 2 เท่า | workpointTODAY. Retrieved from: https://workpointtoday.com/eef-or-th/
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). ผลการประเมิน PISA 2022. Retrieved from: https://pisathailand.ipst.ac.th/news-21/
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2567). ผลการประเมิน PISA 2022 : บทสรุปสำหรับผู้บริหาร. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. Retrieved from: https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa2022-summary-result
สาโรช บัวศรี. (2526). จริยธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2553). คู่มือประเมินสมรรถนะครู (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: สำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2553). คู่มือการกำหนดความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะสำหรับตำแหน่ง (พิมพ์ครั้งที่ 1). สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2567). ศธ. ดึงภาคีเครือข่ายทั่วโลก ประชุมสภาการศึกษานานาชาติ พร้อมร่วมยกระดับการศึกษาในสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไป. Retrieved from: https://www.onec.go.th/
สุวิมล ว่องวาณิช. (2542). การสังเคราะห์เทคนิคที่ใช้ในการประเมินความต้องการจำเป็นในวิทยานิพนธ์ของนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ดุษฎีนิพนธ์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Cronbach, Lee J. (1990). Essentials of Psychological Testing. 5th ed. New York: Harper & Row.
Koles, P. G., Stolfi, A., Borges, N. J., Nelson, S., & Parmelee, D. X. (2010). The impact of team-based learning on medical students' academic performance. Academic Medicine, 85(11), 1739-1745.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
McCaslin, N.L., & Tibezinda, J.P. (1998). Assessing target group needs. In Swanson, B.E., Bentz, R.P., & Sofranko, A.J. (Eds.), Improving agricultural extension. A reference manual. Retrieved from: https://www.fao.org/3/w5830e/w5830e06.htm
McClelland, D. (2005). Testing for competence rather than for intelligence. American Psychologist, 28(1), 1-14.
OECD. (2023). PISA 2022 Results (Volume I): What Students Know and Can Do. OECD Publishing, Paris. https://doi.org/10.1787/5f07c754-en
Parry, S. B. (1997). Evaluating the impact of training. Alexandria, Virginia: American Society for Training and Development
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





