รูปแบบการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการประเมินคัดกรองและการสื่อสารความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้านในจังหวัดมหาสารคาม
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.284234คำสำคัญ:
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพ, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, การประเมินคัดกรองและการสื่อสารความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้านบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ทั่วโลก ประเทศไทยได้รับผลกระทบในวงกว้างอย่างไม่เคยมีมาก่อนทั้งทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมเกิดวิกฤตการณ์ทางด้านสาธารณสุขคือการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ จำนวนเตียงในการรองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องทำการรักษาตัวที่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) ซึ่งเป็นด่านหน้าที่มีความใกล้ชิดกับชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมป้องกัน ประเมินและการคัดกรองผู้มีภาวะเสี่ยงเพื่อแยกกักตัวและรักษาในชุมชน/ครัวเรือน การสร้างองค์ความรู้ให้กับ อสม จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง จึงควรมีรูปแบบการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการประเมินคัดกรองและการสื่อสารความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้านในจังหวัดมหาสารคาม
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระยะที่ 1 วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพ อสม ด้านการประเมินคัดกรองและการสื่อสารความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้าน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวงจรคุณภาพ PDCA ระยะที่ 2 วิธีวิจัยเชิงปริมาณศึกษาในประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 300 คน ทดสอบสมมติฐานการวิจัยและสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ด้านการประเมินคัดกรองและ
การสื่อสารความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้าน
ผลการวิจัย: (1) กลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ทุกขั้นตอนในกระบวนการวงจรคุณภาพ PDCA เพื่อพัฒนาศักยภาพ อสม ด้านการประเมินคัดกรองและการสื่อสารความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้าน (2) การพัฒนาศักยภาพการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรง ประกอบด้วย ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรง การรับรู้บทบาท การปฏิบัติงาน และการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรง ของ อสม ได้แก่ ปัจจัยด้านทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน 2) ปัจจัยด้านวัสดุอุปกรณ์/ สิ่งสนับสนุน 3) ปัจจัยด้านขวัญกำลังใจ 4) ปัจจัยด้านการสื่อสารนโยบาย สู่การปฏิบัติ และ 5) ระบบการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 5 ตัวแปร มีค่าถดถอยพหุคูณ เท่ากับ .687 สามารถร่วมกันพยากรณ์การพัฒนาศักยภาพการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงฯ ได้ร้อยละ 60.10 (R2= .601 F= 29.739 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และนำสมการณ์พยากรณ์ไปสร้างเป็นรูปแบบการพัฒนาศักยภาพการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้าน ในจังหวัดมหาสารคาม
สรุปผล: รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรงเพื่อแยกกักตัวที่บ้าน ในจังหวัดมหาสารคาม สามารถนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานผลการสำรวจ (Quick Survey) สถานการณ์โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ จากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ของประเทศไทย ปี2566. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2555). คู่มืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านนักจัดการสุขภาพชุมชน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด.
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2552). สุขบัญญัติแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2554). คู่มือ อสม. ยุคใหม่. กรุงเทพฯ: ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2550). หลักสูตรฝึกอบรม มาตรฐานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ปีพุทธศักราช 2550. กรุงเทพฯ.
ปัทมา ชัยชุมภู. (2551). ผลของการให้ความรู้ และข้อมูลย้อนกลับในการป้องกันการแพร่ กระจาย เชื้อทางอากาศต่อการปฏิบัติของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน. วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลด้านการควบคุมการติดเชื้อ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พิเชฐ โพธิ์ภักดี. (2553). การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนนิติบุคคล สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.). (2564). เกาะติดสถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). Retrieved from: https://dmsic.moph.go.th/index/detail/8449
สาธิตา ตันติยาพงศ์. (2551). ผลของการส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการแพร่ กระจาย เชื้อทางฝอยละอองจากระบบทางเดินหายใจต่ออุบัติการณ์โรคติดเชื้อระบบทางเดิน หายใจ และการลาป่วยของบุคลากรพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกสถานบริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาล ด้านการควบคุมการติดเชื้อ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Brown, W.B., & Moberg, D.J. (1980). Organizational Theory and. Management: A Macro Approach. New York: John Wiley & Sons.
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. 3rd Ed. NewYork. Harper and Row Publications 727.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





