รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.283905คำสำคัญ:
รูปแบบการพัฒนา, ภาวะผู้นำแบบร่วมมือ, ผู้บริหารสถานศึกษาบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์การวิจัย: ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความสามารถในการสร้างความร่วมมือ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความสำเร็จของเป้าประสงค์ร่วมกันที่สามารถวัดได้จากความไว้วางใจ ความผูกพันต่อองค์การ มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน สามารถผลักดันให้บุคลากรในองค์กรเกิดการมีส่วนร่วม ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงกำหนดวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา
ระเบียบวิธีการวิจัย : การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัด กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ระยะที่ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 205 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 สร้างและพัฒนารูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ระยะที่ 4 ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ทำการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม
ผลการวิจัย: 1. องค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) การสร้างสัมพันธภาพที่ดี 2) การประสานความร่วมมือ 3) การมีทักษะการสื่อสารที่ดี 4) การสร้างความไว้วางใจ 5) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม 2. สภาพปัจจุบันโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าสูงสุดถึงต่ำสุด ดังนี้ 1) การสร้างความไว้วางใจ 2) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม 3) การมีทักษะการสื่อสารที่ดี 4) การประสานความร่วมมือ 5) การสร้างสัมพันธภาพที่ดี 3. รูปแบบการพัฒนาประกอบด้วย 5 Module ได้แก่ Module 1 การสร้างสัมพันธภาพที่ดี Module 2 การประสานความร่วมมือ Module 3 การมีทักษะการสื่อสารที่ดี Module 4 การสร้างความไว้วางใจ Module 5 การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการทดลองใช้รูปแบบ 1) หลังการพัฒนาระดับภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผู้เข้าร่วมพัฒนาตามรูปแบบมีความพึงพอใจการใช้รูปแบบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด
สรุปผล: ภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการสื่อสารสัมพันธ์กับบุคคลในสถานศึกษาและหน่วยงานอื่นในลักษณะร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมแรงพัฒนางาน ด้วยความสมัครใจมีเป้าหมายร่วมกัน รวมไปถึงการร่วมตัดสินใจและการร่วมรับผิดชอบในผลลัพธ์ที่ตามมาร่วมกัน ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ด้าน ดังนี้ 1) การสร้างสัมพันธภาพที่ดี 2) การประสานความร่วมมือ 3) การมีทักษะการสื่อสารที่ดี 4) การสร้างความไว้วางใจ และ 5) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม
เอกสารอ้างอิง
ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษา ยุคปฏิรูปการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แอล.ที.เพรส
นฤบดี วรรธนาคม อภิรดี สราญรมย์ และ ณัฐปภัสษ์ จุ้ยเจริญ. (2565). การเรียนรู้แบบเสมือนจริงบนพื้นฐานเครื่องมือการพัฒนาแบบ 70:20:10 เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรองค์การตลาดข้ามชาติ.Journal of Graduate Studies Valaya Alongkron Rajabhat University. 16 (3), 258-269.
บุญไช จันทร์ศรีมา, วราภรณ์ ไทยมา และวัยวุฑฒ์ อยู่ในศิล. (2562). การศึกษาภาวะผู้นำแบบร่วมมือรวมพลังของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. Retrieved from: https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/issue/view/14426
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2553). ธรรมนูญชีวิต. (พิมพ์ครั้งที่ 12). กรุงเทพฯ : สหธรรมมิก.
พิชญาภา ยืนยาว. (2561). ภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษาและสถานศึกษา. นครปฐม: คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
วิทยากร เชียงกูล. (2553). ปฏิรูปประเทศไทยการศึกษา-พัฒนาผู้นำ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: บ้านพระอาทิตย์.
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2557). ภาวะผู้นำ: ทฤษฎีและนานาทัศนะร่วมสมัยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์.
สมาน อัศวภูมิ. (2550). การใช้วิจัยพัฒนารูปแบบในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. 2(2), 76-85.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). รายงานผลการขับเคลื่อนมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติประจำปี 2563. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
สิริกร ไชยราช. (2562). การพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูในการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์. (2558). ภาวะความเป็นผู้นำ. กรุงเทพฯ : ส.เอเซียเพรส.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: วี.พริ้นท์ (1991).
Anderson, A. (1997). Learning strategies in physical education: Self-talk, imagery, and goal-setting. Journal of Physical Education Recreation & Dance, 68, 30-35. http://dx.doi.org/10.1080/07303084.1997.10604874
Burns, J. M. (1978). Leadership. New York: Harper and Row.
Caldwell, B.J., & Spinks, J.M. (2000). The Self-Managing School: Administrative Science Quarterly. London: Taylor and Francis. Unpublished manuscript.
Chrislip, D.D., & Larson, C.E. (1994). Collaborative leadership: How citizens and civic leaders can make a difference. San Francisco, California: Jossey-Bass Inc. Publishers.
Crow, R. (2002). The Case for Institutional Repositories: A SPARC Position Paper. Scholarly Publishing & Academic Resources Coalition, Washington DC. http://www.arl.org/sparc/bm~doc/ir_final_release_102.pdf
Dettmer, P., Thurston, L.P., Knackendoffel, A., & Dyck, N. J. (2009). Collaboration, Consultation, and Teamwork for Students with Special Needs. (6th ed). New Jersey: Pearso.
Eisner, E.W. (1976). Educational Connoisseurship and Criticism: Their Form and Functions in Educational Evaluation. The Journal of Aesthetic Education. 10 (4), 135.
Hallinger, P., & Heck, R. H. (2010). Leadership for Learning: Does Collaborative Leadership Make a Difference in School Improvement?. Educational Management Administration and Leadership, 38, 654-678.
Hirsch, P. (1994). Development Dilemmas in Rural Thailand. Singapore: Oxford University.
Joyce, B., Weil, M. & Calhoun, E. (2011). Models of Teaching. Boston MA: Pearson Education, Inc.
Kochhar-Bryant, C. A., & Heishman, A.(2010). Effective Collaboration for Educating the Whole Child. Thousand Oaks. California: Corwin.
Krejcie, R.V., & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30, 607-610. https://doi.org/10.1177/001316447003000308
Lombardo, M.M., & Eichinger, R.W. (1996). The Career Architect Development Planner. Minneapolis: Lominger
Ryan, R. (2008). Leadership Development: A Guide for HR and Training Professionals. Oxford UK : Elsevier.
Senge, P. M. (1990). The fifth discipline :The art and practice of the learning organization. London : Century Press.
Thomson, A. M., Perry, J. L., & Miller, T. K. (2009). Conceptualizing and Measuring Collaboration. Journal of Public Administration Research and Theory, 19, 23-56. https://doi.org/10.1093/jopart/mum036
Wallace, T., Anderson, A. R., & Bartholomay, T. (2002). Collaboration: An element associated with the success of four inclusive high schools. Journal of Educational and Psychological Consultation, 13, 349–381.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





