รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม

ผู้แต่ง

  • นิลุบล ภูมิพัชรไชวงศ์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://orcid.org/0009-0007-6924-1354
  • ปองภพ ภูจอมจิตร คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://orcid.org/0009-0006-2791-0057
  • กฤษกนก ดวงชาทม คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://orcid.org/0009-0007-3540-0783

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.283905

คำสำคัญ:

รูปแบบการพัฒนา, ภาวะผู้นำแบบร่วมมือ, ผู้บริหารสถานศึกษา

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์การวิจัย: ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความสามารถในการสร้างความร่วมมือ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความสำเร็จของเป้าประสงค์ร่วมกันที่สามารถวัดได้จากความไว้วางใจ ความผูกพันต่อองค์การ มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน สามารถผลักดันให้บุคลากรในองค์กรเกิดการมีส่วนร่วม ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงกำหนดวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา

ระเบียบวิธีการวิจัย : การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัด กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ระยะที่ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 205 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 สร้างและพัฒนารูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ระยะที่ 4 ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ทำการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม

ผลการวิจัย: 1. องค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) การสร้างสัมพันธภาพที่ดี 2) การประสานความร่วมมือ 3) การมีทักษะการสื่อสารที่ดี 4) การสร้างความไว้วางใจ 5) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม 2. สภาพปัจจุบันโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าสูงสุดถึงต่ำสุด ดังนี้ 1) การสร้างความไว้วางใจ 2) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม 3) การมีทักษะการสื่อสารที่ดี 4) การประสานความร่วมมือ  5) การสร้างสัมพันธภาพที่ดี 3. รูปแบบการพัฒนาประกอบด้วย 5 Module ได้แก่ Module 1 การสร้างสัมพันธภาพที่ดี Module 2 การประสานความร่วมมือ Module 3 การมีทักษะการสื่อสารที่ดี Module 4 การสร้างความไว้วางใจ Module 5 การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการทดลองใช้รูปแบบ 1) หลังการพัฒนาระดับภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผู้เข้าร่วมพัฒนาตามรูปแบบมีความพึงพอใจการใช้รูปแบบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด

สรุปผล: ภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการสื่อสารสัมพันธ์กับบุคคลในสถานศึกษาและหน่วยงานอื่นในลักษณะร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมแรงพัฒนางาน ด้วยความสมัครใจมีเป้าหมายร่วมกัน รวมไปถึงการร่วมตัดสินใจและการร่วมรับผิดชอบในผลลัพธ์ที่ตามมาร่วมกัน ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ด้าน ดังนี้ 1) การสร้างสัมพันธภาพที่ดี 2) การประสานความร่วมมือ 3) การมีทักษะการสื่อสารที่ดี 4) การสร้างความไว้วางใจ และ 5) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม

เอกสารอ้างอิง

ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษา ยุคปฏิรูปการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แอล.ที.เพรส

นฤบดี วรรธนาคม อภิรดี สราญรมย์ และ ณัฐปภัสษ์ จุ้ยเจริญ. (2565). การเรียนรู้แบบเสมือนจริงบนพื้นฐานเครื่องมือการพัฒนาแบบ 70:20:10 เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรองค์การตลาดข้ามชาติ.Journal of Graduate Studies Valaya Alongkron Rajabhat University. 16 (3), 258-269.

บุญไช จันทร์ศรีมา, วราภรณ์ ไทยมา และวัยวุฑฒ์ อยู่ในศิล. (2562). การศึกษาภาวะผู้นำแบบร่วมมือรวมพลังของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. Retrieved from: https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/issue/view/14426

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2553). ธรรมนูญชีวิต. (พิมพ์ครั้งที่ 12). กรุงเทพฯ : สหธรรมมิก.

พิชญาภา ยืนยาว. (2561). ภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษาและสถานศึกษา. นครปฐม: คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.

วิทยากร เชียงกูล. (2553). ปฏิรูปประเทศไทยการศึกษา-พัฒนาผู้นำ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: บ้านพระอาทิตย์.

วิโรจน์ สารรัตนะ. (2557). ภาวะผู้นำ: ทฤษฎีและนานาทัศนะร่วมสมัยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์.

สมาน อัศวภูมิ. (2550). การใช้วิจัยพัฒนารูปแบบในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. 2(2), 76-85.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). รายงานผลการขับเคลื่อนมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติประจำปี 2563. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

สิริกร ไชยราช. (2562). การพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูในการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.

สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์. (2558). ภาวะความเป็นผู้นำ. กรุงเทพฯ : ส.เอเซียเพรส.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: วี.พริ้นท์ (1991).

Anderson, A. (1997). Learning strategies in physical education: Self-talk, imagery, and goal-setting. Journal of Physical Education Recreation & Dance, 68, 30-35. http://dx.doi.org/10.1080/07303084.1997.10604874

Burns, J. M. (1978). Leadership. New York: Harper and Row.

Caldwell, B.J., & Spinks, J.M. (2000). The Self-Managing School: Administrative Science Quarterly. London: Taylor and Francis. Unpublished manuscript.

Chrislip, D.D., & Larson, C.E. (1994). Collaborative leadership: How citizens and civic leaders can make a difference. San Francisco, California: Jossey-Bass Inc. Publishers.

Crow, R. (2002). The Case for Institutional Repositories: A SPARC Position Paper. Scholarly Publishing & Academic Resources Coalition, Washington DC. http://www.arl.org/sparc/bm~doc/ir_final_release_102.pdf

Dettmer, P., Thurston, L.P., Knackendoffel, A., & Dyck, N. J. (2009). Collaboration, Consultation, and Teamwork for Students with Special Needs. (6th ed). New Jersey: Pearso.

Eisner, E.W. (1976). Educational Connoisseurship and Criticism: Their Form and Functions in Educational Evaluation. The Journal of Aesthetic Education. 10 (4), 135.

Hallinger, P., & Heck, R. H. (2010). Leadership for Learning: Does Collaborative Leadership Make a Difference in School Improvement?. Educational Management Administration and Leadership, 38, 654-678.

Hirsch, P. (1994). Development Dilemmas in Rural Thailand. Singapore: Oxford University.

Joyce, B., Weil, M. & Calhoun, E. (2011). Models of Teaching. Boston MA: Pearson Education, Inc.

Kochhar-Bryant, C. A., & Heishman, A.(2010). Effective Collaboration for Educating the Whole Child. Thousand Oaks. California: Corwin.

Krejcie, R.V., & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30, 607-610. https://doi.org/10.1177/001316447003000308

Lombardo, M.M., & Eichinger, R.W. (1996). The Career Architect Development Planner. Minneapolis: Lominger

Ryan, R. (2008). Leadership Development: A Guide for HR and Training Professionals. Oxford UK : Elsevier.

Senge, P. M. (1990). The fifth discipline :The art and practice of the learning organization. London : Century Press.

Thomson, A. M., Perry, J. L., & Miller, T. K. (2009). Conceptualizing and Measuring Collaboration. Journal of Public Administration Research and Theory, 19, 23-56. https://doi.org/10.1093/jopart/mum036

Wallace, T., Anderson, A. R., & Bartholomay, T. (2002). Collaboration: An element associated with the success of four inclusive high schools. Journal of Educational and Psychological Consultation, 13, 349–381.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-02

รูปแบบการอ้างอิง

ภูมิพัชรไชวงศ์ น., ภูจอมจิตร ป. ., & ดวงชาทม ก. . (2025). รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(3), 1015–1032. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.283905

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ