การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองระเวียง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ผู้แต่ง

  • สายพิน ทับสีรัก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองระเวียง ต.เวียงชัย อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม https://orcid.org/0009-0000-9078-8548
  • ยุทธศาสตร์ แก้ววิเศษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองระเวียง ต.เวียงชัย อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม https://orcid.org/0009-0001-6882-8790
  • สุนิสา เทียมม่วง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองระเวียง ต.เวียงชัย อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม https://orcid.org/0009-0009-3064-621X
  • วราภรณ์ คูคำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองระเวียง ต.เวียงชัย อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม https://orcid.org/0009-0001-1396-1754
  • นภาลัย พูนศิริ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม https://orcid.org/0009-0002-6252-4734
  • รุ่งเรือง แสนโกษา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม https://orcid.org/0009-0009-5686-0150

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.282046

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อม, ผู้สูงอายุ, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำครอบครัว

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พบว่า ใน พ.ศ.2567 ประชากรมากกว่า ร้อยละ 20 เป็นผู้สูงอายุและคาดการณ์ว่าใน พ.ศ. 2574 ประเทศ ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสูงสุด คือ มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากร ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปี มักพบภาวะสมองเสื่อม (Dementia) การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมเป็นวิธีการที่จะเพิ่มความสามารถของผู้สูงอายุในการดูแลสุขภาพของตนเองได้ดี การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนครอบคลุมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ 2) พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ (1) การวางแผน (Plan) (2) การดำเนินงาน (Action) (3) การสังเกต (Observation) (4) การสะท้อนกลับ (Reflection) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่มีภาวะสมองเสื่อม สุ่มแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 102 คน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยจำนวน 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพ สถิติเชิงพรรณนาสถิติเชิงอนุมานทดสอบ Paired t-Test

ผลการวิจัย: พบว่า (1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยก่อนการทดลอง อยู่ในระดับเพียงพอและอาจจะมีการปฏิบัติตนถูกต้องบ้าง (M = 80.15, SD = 11.62) และพฤติกรรมสุขภาพ อยู่ในระดับปานกลาง (M = 42.35, SD = 6.87) และมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ หลังการทดลองอยู่ในระดับเพียงพอและอาจจะมีการปฏิบัติตนถูกต้องบ้าง (M = 89.34, SD = 10.45) และพฤติกรรมสุขภาพ อยู่ในระดับสูง (M = 50.09, SD = 6.87) เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 3.213, p = 0.003) (2) ทัศนคติของอาสาสมัครสาธารณสุขต่อภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยทัศนคติเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุก่อนการทดลอง (M = 60.76, SD = 9.82) และมีค่าเฉลี่ยทัศนคติกับภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ หลังการทดลองเท่ากับ (M = 72.16, SD = 10.62) และพบว่า ค่าเฉลี่ยทัศนคติต่อภาวะสมองเสื่อมสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P-value<0.05) ส่วนความรู้ในการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ของอาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ก่อนการทดลองอยู่ในระดับเพียงพอและอาจจะมีการปฏิบัติตนถูกต้องบ้าง (M = 68.15, SD = 12.26) หลังการทดลอง อยู่ในระดับดีและอาจจะมีการปฏิบัติตนถูกต้อง (M = 84.15, SD = 10.45) (3) เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ของอาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.)ระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้ในการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 2.324, p = 0.001)

สรุปผล: รูปแบบการดูแลการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน พบว่า แนวทางที่สำคัญในการดูแลคือ กระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัว ที่เป็นผู้ดูแลหลักในครอบครัว มีทักษะและความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชน มีการเยี่ยมบ้านและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพ สามารถนำรูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำครอบครัวไปปรับใช้และดำเนินงานในแต่ละบริบทของพื้นที่หรือการพัฒนารูปแบบกับกลุ่มเป้าหมายอื่นที่ใกล้เคียงกัน

เอกสารอ้างอิง

ณัฐรดา แฮคำ วรรณรัตน์ ลาวัง สมสมัย รัตนกรีฑากุล (2563). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 13(4), 1-17.

ณัฐรพี ใจงาม, ชุติมา ทองวชิระ, และสุชาดา โทผล. (2562). รูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุในชุมชนเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น, 19(3), 96-103.

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2565). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย 2565. กรุงเทพฯ: บริษัท พริ้นเทอรี่ จำกัด.

วรารัตน์ ทิพย์รัตน์, และโสภิต สุวรรณเวลา. (2560). ความฉลาดทางด้านสุขภาพของผู้สูงอายุอำเภอเมือง จังหวัดตรัง. รายงานการวิจัย. ตรัง: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีตรัง.

วัลลภา อันดา, อุบลรัตน์ สิงหเสนี, และปัทมา วงค์นิธิกุล. (2559). การศึกษาภาวะสมองเสื่อม ความรู้เรื่องโรค และการป้องกันโรคสมองเสื่อม และข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุชมรมผู้สูงอายุวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ. วารสารพยาบาลตำรวจ, 8(1), 23-33.

ศรุตยา หาวงษ์, วีณา เที่ยงธรรม, และสุธรรม นันทมงคลชัย. (2560). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว. วารสารพยาบาลสาธารณสุข, 31(1), 110-128.

สายใจ พันแพง. (2562). รูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพชุมชน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์. ศูนย์อนามัยที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2565). สำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย. Retrieved on 15 July 2024 from: https://www.nso.go.th/nsoweb/nso/survey_detail/iM.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. (2565). รายงานการคัดกรอง/ประเมินสุขภาพผู้สูงอายุจังหวัดมหาสารคาม ปี 2665. Retrieved on 15 July 2024 from: http://mkho.moph.go.th/ltc-advanced/frontend/web/index.php/ module/person/functional/report1

สุปราณี บุญมี, ชัยวุฒิ บัวเนี่ยว, และสุพิตรา เศลวัฒนะกุล. (2562). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนเปือย อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์. วารสารสาธารณสุขชุมชน, 5(4), 38-49.

อภิญญา จีนานุรักษ์. (2557). การวิเคราะห์สถานการณ์การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุตำบล หนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อาทิตยา สุวรรณ์. (2560). บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 35(1), 6-15.

Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine, 67(12), 2072-8078.

WHO. (1998). Health Promotion Glossary. Division of Health Promotion, Education and Communications, Health Education and Health Promotion Unit, World Health Organization. Geneva, 1-10.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-05-30

รูปแบบการอ้างอิง

ทับสีรัก ส. ., แก้ววิเศษ ย. ., เทียมม่วง ส. ., คูคำ ว. ., พูนศิริ น. ., & แสนโกษา ร. . (2025). การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองระเวียง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(3), 647–660. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.282046

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ