การศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทยตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้แต่ง

  • สมประสงค์ กลิ่นเจ็ก มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ https://orcid.org/0009-0005-7878-265X
  • สุวรรณา จุ้ยทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ https://orcid.org/0009-0002-1391-5819
  • วัสส์พร จิโรจพันธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ https://orcid.org/0009-0007-6934-5372

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.280092

คำสำคัญ:

รูปแบบการจัดการเรียนรู้, ทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม, การเรียนรู้แบบร่วมมือ, สมรรถนะการอ่าน

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทยที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะการอ่าน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกันอันจะช่วยพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะการอ่านที่เพิ่มขึ้น เป็นผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีสมรรถนะการอ่านสามารถสร้างองค์ความรู้ และการนำความรู้ไปประยุกต์ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมด้านการอ่านได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสังเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทยตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทยตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมวิธี แบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ จากนั้นยืนยันผลการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ 11 ท่าน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย และระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ และเครื่องมือวิจัย จากนั้นประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนอนุบาลสรรคบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท จำนวน 35 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบประเมินข้อมูลพื้นฐานและองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 3) แบบประเมินสมรรถนะการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัย: 1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานและองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ พบว่า ข้อมูลพื้นฐานของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ ได้แก่ 1) สภาพการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทย 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) สมรรถนะการอ่าน และ 4) องค์ประกอบของสมรรถนะการอ่าน สำหรับองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) จุดมุ่งหมาย 3) เนื้อหา 4) กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการอ่านซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นสำรวจประสบการณ์เดิม เสริมความรู้ใหม่ (2) ขั้นตั้งปัญหาและจัดกลุ่ม (3) ขั้นลงมือค้นคว้าปฏิบัติ (4) ขั้นพัฒนาประยุกต์ใช้ ต่อยอดได้ (5) ขั้นประเมินผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 5) การวัดและการประเมินผล และ 2. ผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนาขึ้น พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( \bar{x} = 4.73, S.D.= 0.11)

สรุปผล: ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทยตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สะท้อนถึงการได้รับการพัฒนาความสามารถ ทักษะ และเจตคติ สามารถนำความรู้มาบูรณาการและการนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ และผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการจัดกลุ่ม จะช่วยพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะการอ่านที่เพิ่มขึ้น

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กุลิสรา จิตรชญาวณิช และมาลี บุญคง. (2565). รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการใช้สมองเป็นฐานเพื่อพัฒนา การอ่านออกเขียนได้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วารสารวิชาการ Journal of Roi Kaensarn Academi ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้สมัยใหม่, 7(3), 308–323.

ฉัตรปวีณ อำภา และประไพศรี โห้ลำยอง. (2566). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 2. วารสารวิชาการ Journal of Roi Kaensarn Academi, 8(5), 66-82.

ดวงจันทร์ เดี่ยววิไล และธนพร หมูคำ. (2564). การสร้างแบบทดสอบวัดสมรรถนะการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 โดยการหนุนเสริมจากภาคีเครือข่ายการเรียนรู้. วารสารศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน, 44(4), 132–145.

ทิศนา แขมมณี. (2564). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 25). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บุญชม ศรีสะอาด. (2558). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

ปัญญาวิทย์ แจ่มกระจ่าง. (2564). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการอ่านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์.

ศักดิ์ดา เปลี่ยนเดชา. (2560). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเชิงรุกและความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนคริทรวิโรฒ, 19(1), 218–233.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580). กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). รายงานการศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

สำนักงานอุทยานการเรียนรู้. (2562). เข็ม : สำรวจปรากฏการณ์และความเปลี่ยนแปลง 10 ปี ทศวรรษแห่งการอ่าน พ.ศ. 2552-2561. กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี.

สำนักทดสอบทางการศึกษา. (2565). แนวทางการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19). กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

Eric Sheninger. (2018). Educational Makerspace. New Jersey High School Getting Creative with Makerspace. Retrieved on June 17, 2023, from https://www.thekommon.co/makerspace-for-education.

Johnson, D. W., Johnson, R. T., & Holubec, E. J. (1987). Circles of learning: Cooperation in the classroom. (3rd ed.). Edina MN Interaction Book Company.

Joyce, B., Weil, M., & Calhoun, E. (2017). Models of teaching. Allyn & Bacon.

Piaget, J. (1963). The origins of intelligence in children. W.W. Norton & Company, Inc.

Sheng, L. (2010). A development of Thai language pronouncing instructional model using phonetic alphabet and personal interaction for Chinese students. Burapha University.

Vygotsky, L. (1978). Interaction between learning and development. Harvard University Press.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-01-07

รูปแบบการอ้างอิง

กลิ่นเจ็ก ส., จุ้ยทอง ส. ., & จิโรจพันธุ์ ว. . (2025). การศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทยตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(1), 341–356. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.280092

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ