แนวทางการบริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2024.277267คำสำคัญ:
แนวทาง; , การบริหาร; , องค์กรแห่งการเรียนรู้บทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: องค์การแห่งการเรียนรู้เป็นแนวคิดในการพัฒนาการเรียนรู้สภาวะของการเป็นผู้นำและการเรียนรู้ร่วมกันที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์และทักษะร่วมกันและพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่องของบุคคลากรในองค์กร โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานการบริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา 2) หาแนวทางการบริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร บุคลากรสายวิชาการ และเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางของเครจซี่และเมอร์แกน (Krejcie & Morgan) ได้จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบ (Check List) มีค่า (IOC) เท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย: 1. ศึกษาสภาพการดำเนินงานการบริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา พบว่า (1) ระดับการบริหารของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) ระดับองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. หาแนวทางการบริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา สามารถสรุปได้ว่า (1) วิสัยทัศน์ของการบริหารงานต้องดำเนินการตามนโยบายที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้บุคลากรเกิดการได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ (2) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดความรู้รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ (3) การเชื่อมโยงสู่โลกแห่งการเรียนรู้ที่มีการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะสามารถช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ในการทำงานที่มีประสบความสำเร็จและบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (4) การสร้างขวัญและกําลังใจจัดระบบงานและมอบหมายงานตามความสามารถของบุคลากร มีการยกย่อง ชมเชย และมีความเป็นกัลยาณิมิตรต่อกัน และ (5) การคาดการณ์ในอนาคตขององค์กรที่นำความรู้ประสบการณ์และทักษะตลอดจนฐานข้อมูลทั้งในอดีตและปัจจุบันมาเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง
สรุปผล: แนวทางการบริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมานั้น ซึ่งผู้บริหารจะมีแนวนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนากิจกรรมที่ทำให้บุคลากรเกิดการได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ การเปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดความรู้รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ มีการเลือกใช้นวัตกรรมและ เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมเพื่อทำให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ การสร้างขวัญและกําลังใจมอบหมายงานตามความสามารถของบุคลากรมีการยกย่อง รวมถึงการคาดการณ์ในอนาคตขององค์กรที่นำความรู้ประสบการณ์เป็นฐานข้อมูลเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิง
กนกเนตร คำไพ. (2566). ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สกลนคร เขต 1. ครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
กฤษณะ ดาราเรือง. (2558). ตัวแบบองค์การแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้. วารสารวิชาการ, 21 (2), 133- 145.
จินตนา ดีดวงพันธ์. (2565). ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร. ครุศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
ชานันท์ ขำขันมะลี และ จำเนียร พลหาญ. (2565). แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ร้อยเอ็ด เขต 1. วารสารสหวิทยาการวิจัยและวิชาการ, 2 (6), 17-34.
ธันยาภรณ์ เสาร์เกิด. (2560). แนวทางการเสริมสร้างการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของพนักงานสายบริการ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา. รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชานโยบายสาธารณะ) มหาวิทยาลัยพะเยา
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). หลักการวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่9. กรุงเทพฯ : สุวิริยาสาส์น.
พนิดา มากสมบัติ, สุรัตน์ ไชยชมภู และ พงศ์เทพ จิระโร. (2560). การจัดการความรู้สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ สำนักคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยบูรพา. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์, 1(2), 27-34.
ภูมิภัทร กลางโคตร์. (2560). กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนเพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชีพสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การบริหารและพัฒนาการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
รัฐจักรพล สามทองก่ำ, ทนง ทองภูเบศร์ และวีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย. (2566). การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาสู่องค์การแห่งการเรียนรู้ในความปรกติใหม่. วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, 8(1), 90-99.
วันชนก อาจปรุ. (2564). แนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในเขตภาคกลาง. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2555). แนวคิด ทฤษฎีและประเด็นเพื่อการบริหารทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ. ทิพย์วิสุทธิ์.
สมชาย รัตนคช. (2559). การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถาบันอุดมศึกษา. วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 27(1), 144-150
สายบัว ชัชวาล สุวรรณา โชติสุกานต์ และอรสา โกศลานันทกุล. (2554). ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปราจีนบุรี. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, 5(1), 25-33.
สุธรรม สิกขาจารย์, ทัศนีย์ ช่อเทียนทิพย์,วิรัตน์ มณีพฤกษ์ และ นําพล ม่วงอวยพร. (2562). การทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับสถานศึกษาในฐานะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้. วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน, 1(1), 26-38.
อุบลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ. (2565). รูปแบบการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในภาคใต้ของประเทศไทย. ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต (การบริหารการศึกษา): มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
Apiani, N., Retnowati, R., & Sunaryo, W. (2023). The Relationship of Transformational and Learning Organization with Teacher Creativity. Scaffolding: Jurnal Pendidikan Islam dan Multikulturalisme, 5(2), 982-1000.
Halmaghi, E.E., & Todarita, T.E. (2023). Creating a Learning Culture in the Organization. Scientific Bulletin, 2(56), 210-214.
Krejcie, R.V., & Morgan, D.W. (1970) . Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30 (3), 607-610.
Kullan, S., Mansor, M., & Ishak, R. (2022). The validity and reliability of an instrument to evaluate the practices of learning organization. International Journal of Evaluation and Research in Education (IJERE), 11(4), 1725-1733.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





