การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับครูระดับประถมศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น
DOI:
https://doi.org/10.14456/iarj.2023.271คำสำคัญ:
หลักสูตรฝึกอบรม; , การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษบทคัดย่อ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางที่ใช้ติดต่อสื่อสารกัน คนไทยควรมีความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีเพื่อใช้สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษจำเป็นต้องยกระดับและพัฒนาตนเองก่อนเป็นอันดับแรก มีความพร้อมในทักษะการจัดการการเรียนรู้ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการจัดการการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สำหรับครูประถมศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม 3) ทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม และ 4) ศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับครูระดับประถมศึกษา การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ระยะที่ 2 พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ระยะที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม ระยะที่ 4 การศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 ได้แก่ 1) ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดขอนแก่น กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 118 คน 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง 4) กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ในการสัมมนาอิงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม แบบทดสอบ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (One-Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า (1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ครูภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้จบสาขาวิชาภาษาอังกฤษ และมีความต้องการในการพัฒนาตนเองด้านการจัดการเรียนการสอนด้วยการฝึกอบรม อยู่ในระดับมาก (2) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบคือ 1) ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 2) หลักการของหลักสูตร 3) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร 4) เนื้อหาสาระ 5) การจัดกิจกรรมการฝึกอบรม 6) สื่อและแหล่งเรียนรู้ และ 7) การวัดและการประเมินผล ผลการประเมินคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรม พบว่า หลักสูตรมีความสอดคล้องและเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (3) การทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีคะแนนทดสอบระหว่างอบรมและหลังการฝึกอบรมมีคะแนน สูงกว่าร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (4) ผลการศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรม พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ของครูภาษาอังกฤษที่ได้รับการฝึกอบรม โดยรวมมีคุณภาพเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนระดับประถมศึกษา มีความคิดเห็นต่อการจัดการจัดการเรียนการสอน โดยรวม อยู่ในระดับมาก
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แนวปฏิบัติตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
ชนิตา รักษ์พลเมือง และคณะ. (2558). รายงานวิจัยสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย. รายงานการวิจัย. กลุ่มนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
ชูชัย สมิทธิไกร. (2540). การฝึกอบรมบุคลากรในองค์กร. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธงชัย สันติวงษ์. (2539). การบริหารงานบุคคล. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น ฉบับปรับปรุงใหม่. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์.
แพรวพรรณ บุญฤทธิ์มนตรี. (2550). การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสอนงานให้กับหัวหน้างาน ในโรงงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: ศึกษากรณี บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน). ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาผู้ใหญ่: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
วารุณี อัศวโภคิน. (2554). การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาผู้ใหญ่: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
วิจิตร ศรีสอ้าน. (2552). การประชุมวิชาการระดับชาติ 2552: ปีแห่งคุณภาพการอุดมศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
สงัด อุทรานันท์, (2537) ). พื้นฐานและหลักการพัฒนาหลักสูตร. กรุงเทพฯ: วงเดือนการพิมพ์.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2559). นโยบายปีงบประมาณ พ.ศ.2560 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
สุรางค์ โค้วตระกูล. (2541). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุไร พงษ์ทองเจริญ. (2559). การสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
Chang, R.Y. (1995). Creating High-Impact Training: A Practical Guide to Successful Training Outcomes. London: Konan Page.
Glatthorn, A.A., & Fox, L.E. (1996). Quality Teaching Through Professional Development. California: Corwin Press, Inc.
Krejcie, V.R., & Morgan, W.D. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement. 30(3), 608-609.
Oliva, P.F. (1992). Developing the Curriculum. 3rd edition. New York: Harper Collins.
Saylor, J.G., & Alexander, M.W. (1974). Planning Curriculum for School. 3rd edition. New York: Holt Rinehart and Winston.
Spratt, M., Pulverness, A., & Williams, M. (2005). The TKT (Teaching Knowledge Test) Course. Cambridge: Cambridge University Press.
Steven A. Beebe, Timothy P. Mottet, & K. David Roach (2004). Training and Development: Enhancing Communication and Leadership Skills. IEEE Transactions on Professional Communication, 49(1), 87- 88, DOI:10.1109/TPC.2006.870454
Taba, H. (1962). Curriculum development: Theory and practice. New York: Harcourt, Brace & World.
Taba, H., (1978). Curriculum Development: Theory and Practices. New York: Harcourt, Brace and World Inc.
Tyler, R.W. (1949). Basic principles of curriculum and instruction. Chicago: University of Chicago Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2023 Jeerapun Baobuangoen, Tipaporn Sujaree, Nattachai Jantachum

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





