การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและมุมมองด้านบวกจากการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท
DOI:
https://doi.org/10.14456/iarj.2023.131คำสำคัญ:
การรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ; , มุมมองด้านบวกจากการดูแล; , โรคจิตเภท; , ผู้ดูแลบทคัดย่อ
โรคจิตเภทเป็นโรคเรื้อรังทางจิตเวช ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตที่รุนแรงจึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ผู้ดูแลรู้สึกเป็นภาระในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้ ขณะเดียวกันมีหลายครอบครัวที่สามารถให้การดูแลได้ด้วยความเข้าใจ และให้การยอมรับ การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับมุมมองด้านบวกของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท และเพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ และมุมมองด้านบวกจากการดูแลของผู้ดูแลในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาข้อมูลด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อร่างโปรแกรม ฯ 2) พัฒนาโปรแกรมต้นแบบ และ 3) ทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมฯ ครอบคลุม 5 ขั้นตอน คือ 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ และทบทวนองค์ความรู้ 2) สร้างและออกแบบร่างโปรแกรม ฯ 3) จัดทำร่างโปรแกรมต้นแบบเบื้องต้น 4) ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรม ฯ ในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก และ 5) ทดสอบประสิทธิผลโปรแกรม ฯ ในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ด้วยการวิจัยกึ่งทดลองชนิด 2 กลุ่มวัดซ้ำ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท จำนวน 40 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบประเมินการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพในโรคจิตเภท 2) แบบประเมินมุมมองด้านบวกจากการดูแล มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .93 และ .88 ตามลำดับ และ 3) โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับมุมมองด้านบวกจากการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่า IOC เท่ากับ .89 ดำเนินกิจกรรม สัปดาห์ละครั้ง ๆ ละ 2 กิจกรรม รวมทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมพหุคูณ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับมุมมองด้านบวกของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท พัฒนาขึ้นตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และมุมมองด้านบวกจากการดูแล ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน 8 กิจกรรม ผลการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมฯ ต่อการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพในโรคจิตเภท และมุมมองด้านบวกจากการดูแล พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพในโรคจิตเภท และมุมมองด้านบวกจากการดูแล ระยะหลังทดลองทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพในโรคจิตเภท และมุมมองด้านบวกจากการดูแล ในระยะหลังทดลองทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับมุมมองด้านบวก สามารถช่วยให้ผู้ดูแลมีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและเกิดมุมมองด้านบวกต่อการดูแลเพิ่มขึ้น เข้าใจการดูแลผู้ป่วยจิตเภท ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุข สามารถประยุกต์ใช้โปรแกรมดังกล่าวเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ดูแลให้สามารถเผชิญปัญหาด้วยทัศนคติทางบวก และเกิดประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2560). แผนยุทธศาสตร์ กรมสุขภาพจิต 2560. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.
ชุติมา ทองอยู่ และเพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์. (2560). ผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท.วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 31(1), 75-87.
ปณวัตร สัณประโคน, อรนุช ชูศรี และศรีสุดา วงศ์วิเศษกุล. (2561). ผลของโปรแกรมการสร้างความเชื่อด้านสุขภาพในผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจในชุมชน.วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 87-100.
เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์, อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย, และชนกพร จิตปัญญา. (2547). ตราบาป: การรับรู้และผลกระทบของผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแลในครอบครัว. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 18(1),1-9.
สมภพ เรืองตระกูล. (2557). ตำราจิตเวชศาสตร์. พิมพ์ครั้ง 10. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
อนัญญา นิ่มนง และ พิษนุ อภิสมาจารโยธิน. (2562). แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางปรับสีผิวของนิสิตหญิงระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก.วารสารสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยทักษิณ, 8, 124-141.
อโนชา ทัศนาธนชัย, พิชามญชุ์ ปุณโณทก, วรรณรัตน์ ลาวัง, สุรภา สุขสวัสดิ์, และรัชนี สรรเสริญ (2563). ปัจจัยทำนายความพร้อมในการดูแลผู้ที่เจ็บป่วยทางจิตเวชของญาติผู้ดูแล จังหวัดชลบุรี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 28(2), 108-121.
อังศินันท์ อินทรกำแหง. (2560). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: การวัดและการพัฒนา. กรุงเทพฯ: สุขุมวิทการพิมพ์
อาจารีย์ จันทร์พานิชย์, วรรณรัตน์ ลาวัง, และชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ. (2562). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อมุมมองเชิงบวกจากการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 11(2), 61-73.
Citrome, L., & Volavka, J. (2015). Preventing violence in patients with schizophrenia. Current Treatment Options in Psychiatry, 2, 182-191.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for behavioral science. New York: Lawrence Erlbaum Associates.
Fual, F., Erdfelder, E., Lang, A., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191.
Kate, N., Grover, S., Kulhara, P., & Nehra, R. (2012). Scale for Positive Aspects of Caregiving Experience: Development, Reliability, and Factor Structure. East Asian Archivepsychiatry, 22(2), 62-69.
Kulhara, P., Kate, N., Grover, S., & Nehra, R. (2012). Positive aspects of caregiving in schizophrenia: A review. World Journal of Psychiatry, 2: 43-8. Retrieved November 10, 2022, from http://doi. org/10.5498/wjp.v2.i3.43.
Lawang, W., & Sunsern, R. (2016). Positive aspect of caregiving: Crucial concepts enhancing family caregivers' strength. Journal of Nursing and Education, 9(3), 1-9.
Mac Grath, J., Saha, S., Chant, D., & Weltham, J. (2008). Schizophrenia: A Concise Overview of Incidence, Prevalence, and mortality. Epidemiol Reviews, 30(1), 67-76.
Noonan, A.E., & Tennstedt, S.L. (1997). Meaning in caregiving and its contribution to caregiver well-being. The Gerontologist, 37(6): 785-94.
Pankong, O., & Pothiban, L. (2018). Concept of positive aspects of caregiving: adapted in caregivers of older person with dementia. Nursing Journal, 45(1), 159-70.
Pankong, O., Pothiban, L., Sucamvang, K., & Khampolsiri, T., (2016). A Randomized Controlled Trial of Enhancing positive aspects of Caregiving in Thai dementia caregivers for dementia. (Doctoral dissertation) Chiangmai University.
Parker, D., Mills, S., & Abbey, J. (2008). Effectiveness of interventions that assist caregivers to support people with dementia living in the community: a systematic review. International Journal Evidence-Based Healthcare, 6: 137-72. Retrieved November 10, 2022, from doi: 10.1111/j.1744-1609.2008.00090.x.
Phanthunane, P., Vos, T., Whiteford, H., Bertram, M., & Udomratn, P. (2010). Schizophrenia in Thailand: prevalence and burden of disease. Popular Health Metrics, 8(24), 1-8.
Reddy, L.F., Lee, J., Davis, M. C., Altshuler, L., Glahn, D.C., & Miklowite, D.J., (2014). Impulsivity and risk-taking in bipolar disorder and schizophrenia. Neuropsychopharmacology, 39(2), 456 - 463.
Rosenstock, I., Strecher, V., & Becker, M. (1988). Social Learning Theory and Health Belief Model. Health Education Quarterly, 15(2), 175-183.
Rosenstock, I.M. (1974). Historical Origins of the Health Belief Model. Health Education Monographs, 2(4), 328-335.
Rossler, W., Joachim Salize, H., Van Os, J., & Riecher-Rossler, A. (2005). Size of burden of schizophrenia and psychotic disorder. European Neuropsychopharmacology,15(4), 399-409.
Strecher, V. & Rosenstock, I. (1996). The Health Belief Model. In Glanz, K., Lewis, F., Rimer, B., (Eds.). (1997). Health Behavior and Health Education: Theory, Research, and Practice. (2nd ed). San Francisco: Jossey-Bass Publishers.
Tarlow, B.J., Wisniewski, S.R., Belle, S.H., Rubert, M., Ory, M.G., & Thompson, D.G. (2004). Positive aspects of caregiving. Research on Aging, 26(4), 429-453.
World Health Organization. (2018). Schizophrenia. Retrieved December 11, 2022, from http://www.who.int/mental_health/management/schizophrenia/en/
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2023 อุไรวรรณ เกิดสังข์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





