การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี

ผู้แต่ง

DOI:

https://doi.org/10.14456/iarj.2023.123

คำสำคัญ:

การบริหารงาน; , หลักธรรมาภิบาล; , ผู้บริหารสถานศึกษา; , สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี

บทคัดย่อ

การบริหารจัดการที่ดีนำไปสู่ความเป็นธรรมได้ โดยการสร้างสำนึกที่ดีในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส นั้นคือจะต้องสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงานให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ซึ่งธรรมาภิบาลเป็นหลักการนำมาใช้ บริหารงานในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย เพราะช่วยสร้างสรรค์และส่งเสริมองค์กรให้มีศักยภาพ และประสิทธิภาพ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา และ (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร การศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษากับโรงเรียนที่สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี  กลุ่มประชากรได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 212 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test การทดสอบค่าF-test  ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ตามตัวแปรเพศ และอายุ โดยรวมและรายด้าน พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนตามความคิดเห็นของครูต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ตามตัวแปรประสบการณ์ในการทำงานด้านหลักการกระจายอำนาจ และหลักนิติธรรม พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01  ด้านหลักความเสมอภาค และหลักคุณธรรม พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านอื่นๆ ไม่มีความแตกต่างกัน

เอกสารอ้างอิง

จำเป็น สังข์มุสิกานนท์. (2549). ความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาพิเศษ. สงขลา : คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา.

ชไมพร ธิอ้าย. (2562). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มที่ 5. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.

ดารินทร์ สงมะเริง. (2559). การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1. งานนิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.

ธัญลักษณ์ วงเครา. (2559). การใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่. งานนิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา. พิมพ์ครั้งที 4. กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง.

นิภาพรรณ ผิวอ่อน. (2559). การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลกุยเหนืออำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์. การค้นคว้าอิสระ รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์.

บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 9) กรุงเทพฯ : สุรีวิริยาสาส์น.

ประสิทธิชัย โสดาวิชิต. (2558). พฤติกรรมการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร:มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.

วิไลรัตน์ ฝ่ายดี. (2559). การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร โรงเรียนขนาดกลางในอำเภอตาพระยา สังกัดสำนักงานการศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. (2555). การจัดระดับการกำกับดูแลองค์กรภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ. (2562). สารสนเทศ ปี 62. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.

อรทัย ทวีระวงษ์. (2557). การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี. กาญจนบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2023-05-17

รูปแบบการอ้างอิง

สินจุ้ย ผ. . (2023). การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดลพบุรี. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 3(3), 181–196. https://doi.org/10.14456/iarj.2023.123

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ