ผลกระทบของกิจกรรมการเรียงแก้วต่อการประสานงาน ระหว่างมือกับตาในนักเรียนชั้นประถมศึกษา

Main Article Content

ธนกร ป้านสุวรรณ์
รวิศรา ตรงจิตพิทักษ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการประสานงานระหว่าง
มือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังการทดลอง และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 73 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุม 37 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาด้วยการฝึก
การเรียงแก้ว จำนวน 8 แผน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 และ 2) แบบทดสอบการประสานงานระหว่างมือกับตาที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนการประสานงานระหว่างมือกับตาโดยการทดสอบค่าที


          ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนเฉลี่ยของการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้พลศึกษาผ่านกิจกรรมการเรียงแก้วสามารถพัฒนาการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายได้

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กุลธิดา เหมาเพชร. (2553). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนพลศึกษาโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นฐานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพลศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษา (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

จิรวัฒน์ วงศ์ชุมภู. (2562). ผลการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อทักษะกีฬาแฮนด์บอลและการทำงานเป็นทีมของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชุมพล ปานเกตุ. (2540). การฝึกสอนกรีฑาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์.

ณัฐวุฒิ รมฤทธา. (2563). ผลของการจัดการเรียนรู้ทางพลศึกษาควบคู่กับการถ่ายโยงการเรียนรู้ที่มีต่อความสามารถในการเรียงแก้วของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ปริญญานิพนธ์). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

มณิฐา นิตยสุข. (2563). ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้เกมนำไปสู่กีฬาที่มีต่อสมรรถภาพกลไกของนักเรียนประถมศึกษา (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

รัตนาพร กองพลพรหม, สุชิลา สวัสดี, เรืองวัฒน์ ประทุมอ่อน, วันเพ็ญ สุวรรณชัยรบ และนารี อรศรี. (2566). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลโดยแผนการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ (STAD) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีศึกษา. วารสารสหวิทยาการวิจัยและวิชาการ, 3(4), 875–886.

ลภัส ชูแทน. (2566). ผลการฝึกความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือด้วยเครื่อง Eye-Hand Coordination Trainer กับลูกบอล Reaction ที่มีต่อเวลาปฏิกิริยาตอบสนองในนักกีฬาแฮนด์บอล. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 3(3), 123–135.

วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2548). หลักและวิธีการสอนพลศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

วาสนา คุณาอภิสิทธิ์. (2547). การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูในการจัดทำสาระหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วายุ แวงแก้ว, และสริน ประดู่. (2565). การพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางกายเพื่อพัฒนาทักษะการประสานงานของกล้ามเนื้อ (ตา–มือ) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.

ปัฐมาพร สุวรรณโชติ. (2565). ผลการฝึกทักษะการประสานงานระหว่างมือกับตาในนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ปริญญานิพนธ์). มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

สมปรารถนา ทองนาค. (2558). การพัฒนาชุดกิจกรรมการฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลโดยใช้รูปแบบ การเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมท่าแคลง จังหวัดจันทบุรี (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน). มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี.

สิทธิพงษ์ ปานนาค. (2563). การศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการประสานงานระหว่างมือกับตาในนักเรียนประถมศึกษา (ปริญญานิพนธ์). มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

สุชานาถ ทองปรุง, และมานิกา วิเศษสาธร. (2562). การเปรียบเทียบทักษะการทำงานประสานกันระหว่างมือ-ตา ระหว่างกลุ่มเด็กโรคการเรียนรู้บกพร่อง เด็กโรคออทิซึมสเปกตรัม และเด็กปกติ. วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา, 14(2), 14–27.

อติเทพ วิชาญ. (2562). การพัฒนาทักษะการประสานงานระหว่างมือกับตาในนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ปริญญานิพนธ์). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Boelke, K. J. (2005). Examination of amount of time spent in heart rate zone during a cup stacking unit in 4th-grade students (Unpublished master's thesis). University of Northern Iowa, Cedar Falls, IA.

Fatemi, S. M., Abdoshahi, M., & Miletić, V. (2024). The effect of online training of competitive domino and cup stacking games on mindfulness, emotion regulation and executive functions of children. Journal of Motor Control and Learning, 6(2), e148666. doi:10.5812/jmcl-148666.

Hart, M. A., Smith, L. A., & DeChant-Bruennig, A. (2006). Effect of participation in a cup stacking unit on hand-eye coordination of elementary children. Physical Educator, 63(3), 154–159.

Jamaliah, B. H. (2022). Stacking sports development program improves physical skills of the hand and eyes in special education students. Best Practices in Disability-Inclusive Education (State of Melaka, Malaysia), 1, 88–96.

Johor, Z., & Rahmadiky, I. (2020). The contribution of hand-eye coordination and arm muscle strength on punch ability of forehand drive of table tennis athletes. In Proceedings of the 1st International Conference of Physical Education (ICPE 2019) (pp. 81–83). Atlantis Press. doi:10.2991/assehr.k.200805.024.

Li, Y., Coleman, D., & Irwin, C. (2011). Sport stacking activities in school children's motor skill development. Perceptual and Motor Skills, 113(2), 431–438.

Naidoo, R., & Moodley, K. (2018). The short-term effects of a sports stacking intervention on the cognitive and perceptual motor functioning in geriatrics. South African Journal of Sports Medicine, 30(1), 1–5.

Rhea, C. K. (2004). Changes in upper limb coordination and kinematics following a five-week instructional unit in cup stacking (Master's thesis). Barry University.

Szabo, D. A., Neagu, N., Teodorescu, S., & Sopa, I. S. (2020). Eye-hand relationship of proprioceptive motor control and coordination in children 10–11 years old. Health, Sports & Rehabilitation Medicine, 21(3), 185–191.

Udermann, B. E., Mayer, J. M., Murray, S. R., & Sagendorf, K. (2004). Influence of cup stacking on hand-eye coordination and reaction time of second grade students. Perceptual and Motor Skills, 98, 409–414.