https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/issue/feed
Thai Journal of Health, Physical Education and Recreation
2025-12-15T09:50:44+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พราม อินพรม
pram.inp@mahidol.ac.th
Open Journal Systems
<h1>Thai Journal of Health, Physical Education and Recreation</h1> <h1>ISSN: 3027-8406 (Online)</h1> <p>เป็นวารสารเผยแพร่ความรู้ ผลงานวิจัย ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในทางวิชาการ เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นทางวิชาการ <strong>ด้านสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการ</strong> ตลอดจน<strong> สหวิทยาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาพ </strong>ของคณาจารย์ และนักวิชาการ สถาบันต่าง ๆ อีกทั้ง ยังส่งเสริมให้ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ นักวิชาการ และ นิสิต/นักศึกษาสถาบันต่าง ๆ ได้เผยแพร่ ผลงานวิชาการ ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมในรูปแบบของวารสารวิชาการ ส่งบทความกับเราได้ที่ <a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/submission_guide">คลิกที่นี่</a></p> <p> </p> <p> </p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/286249
การเจรจาและการทำสัญญาจ้างงานนักฟุตบอลในธุรกิจฟุตบอล : บทบาทของจดหมายเสนองาน และสัญญาจ้างงานนักกีฬา
2025-03-27T06:59:32+07:00
ปริญญา ขวัญเมืองวานิช
parinya.kw@ssru.ac.th
กษิดิศ หนูจันทร์
kasidith.noochan.29@gmail.com
<p>การทำสัญญาจ้างงานเป็นกระบวนการที่สำคัญในธุรกิจฟุตบอล โดยเฉพาะจดหมายเสนองาน (A Letter of Offer) และ สัญญาจ้างงานนักกีฬา (A Player Contract) ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดเงื่อนไขและข้อผูกพันระหว่างสโมสรและนักกีฬา บทความนี้สำรวจและวิเคราะห์บทบาทของเอกสารทางกฎหมายที่ใช้ในกระบวนการทำสัญญาจ้างงานนักฟุตบอล โดย A Letter of Offer มีบทบาทเป็นเอกสารเบื้องต้นที่แสดงเจตนารมณ์และข้อตกลงพื้นฐานระหว่างทั้งสองฝ่าย ในขณะที่ A Player Contract เป็นสัญญาจ้างงานที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบและครอบคลุมรายละเอียดสำคัญ เช่น ค่าตอบแทนและระยะเวลาของสัญญา นอกจากนี้ บทความยังกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและการบังคับใช้บทลงโทษเมื่อเกิดการละเมิดข้อตกลงตามกฎหมายแรงงานและระเบียบของสมาคมฟุตบอล เพื่อสนับสนุนให้การทำสัญญาในธุรกิจฟุตบอลเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส รวมถึงการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาเพื่อลดความขัดแย้งทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น</p> <p> จากการศึกษาพบว่า ความเข้าใจและการใช้เอกสารทั้งสองฉบับอย่างถูกต้องจะช่วยลดข้อพิพาททางกฎหมายและเพิ่มความโปร่งใสในธุรกิจฟุตบอล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Gardiner et al. (2021) และ Rosner & Shropshire (2014) ที่ชี้ว่า การมีสัญญาที่ชัดเจนและการแก้ปัญหาข้อพิพาทตามขั้นตอนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมในวงการกีฬาอาชีพ นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะในงานวิจัยนี้ยังมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาเชิงระบบ เช่น การใช้เอเย่นต์มืออาชีพและการเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายกีฬาแก่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการจ้างงานนักฟุตบอลในระดับประเทศและสากล</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/284157
กระบี่กระบอง : มรดกภูมิปัญญาไทยและทิศทางการศึกษาเพื่อครูยุคใหม่
2025-01-24T16:37:49+07:00
กานต์พิชชา จันทาพูน
kanphisha.j@ku.th
ต่อศักดิ์ แก้วจรัสวิไล
kanphisha.j@ku.th
<p>บทความนี้นำเสนอกระบี่กระบองรูปแบบของมรดกภูมิปัญญาไทยในการหาทิศทางการศึกษา เพื่อครูยุคใหม่ โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจในสังคมและการปรับปรุงวิธีการสอน เพื่อให้กระบี่กระบองได้รับการยอมรับในวงการศึกษาปัจจุบัน แม้จะเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณประโยชน์ด้านพลศึกษา กระบี่กระบองยังคงถูกลดคุณค่า เนื่องจากวิธีการสอนที่ไม่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยบทความนี้นำเสนอกรอบแนวทางสำหรับการพัฒนาทักษะการสอนและการเรียนรู้ กระบี่กระบองที่สนับสนุนให้ครูสามารถปรับการสอนให้สอดคล้องกับทักษะที่นักเรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องการ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้กระบี่กระบองเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนที่สร้างสรรค์และกระตุ้น<br />ความสนใจของนักเรียนในปัจจุบัน</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/286122
ภาวะผู้นำทางการจัดการกีฬาและแนวทางการจัดการแข่งขันกีฬา
2025-04-28T19:44:22+07:00
ญาดา บุญคง
boonkong.yada@gmail.com
อัจศรา ประเสริฐสิน
yada.bo@northbkk.ac.th
ธฤษณุ โภคบุญญานนท์
yada.bo@northbkk.ac.th
ฐิติรัตน์ รอดทอง
yada.bo@northbkk.ac.th
<p>บทความนี้ เป็นการนำเสนอเกี่ยวกับแนวคิดและหลักการเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการจัดการกีฬาและ การจัดการแข่งขันกีฬา ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า ภาวะผู้นำทางการจัดการกีฬา ประกอบด้วย ภาวะผู้นำ บุคลิกภาพ การสื่อสาร การจูงใจ มีความชัดเจนกับเป้าหมายของการทำงาน และสามารถสั่งการหรือควบคุมการทำงานได้ ส่วนแนวทางในการจัดการบริหารงานผู้นำจำเป็นต้องมีความชำนาญในการบริหารจัดการ วางแผน ประสานงาน และควบคุมการทำงาน พร้อมทั้งมีคุณลักษณะของการเป็นภาวะผู้นำที่ดีร่วมด้วย ซึ่งคุณลักษณะของผู้นำที่ดีเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้นำจำเป็นต้องมีในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นในด้านความรู้ ความเข้าใจแล้ว ยังรวมถึงในด้านการพัฒนาหรือการส่งเสริมและการเสริมสร้างทีมงานที่มีประสบการณ์และ<br />มีความสามารถในการทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่และเกิดประสิทธิภาพ องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญต่อการบริหารการจัดการแข่งขันที่หัวหน้างานหรือผู้นำควรต้องใช้ในการบริหารงาน และควรมีการส่งเสริมให้ทีมงานได้รับการฝึกอบรมหรือให้ความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาความรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อนำความรู้หรือทักษะต่าง ๆ มาใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/271261
ผลของการฝึกโปรแกรม เอส เอ คิว (SAQ) ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวและความเร็วของนักกีฬาฟุตบอลชาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2023-08-31T00:36:01+07:00
พงศธร ชาญป่าไพร
pongsathorn.c@ku.th
ณัฐชนนท์ ซังพุก
Pongsathorn.c@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมฝึกความคล่องแคล่วว่องไวแบบ SAQ (Speed, Agility, and Quickness Training) ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวและความเร็วของนักกีฬาฟุตบอลชายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักกีฬาฟุตบอลชายจำนวน 30 คน ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เข้าร่วมโปรแกรมฝึก SAQ ก่อนการฝึกซ้อมฟุตบอลตามปกติ การประเมินความเร็วใช้แบบทดสอบวิ่งระยะ 50 เมตร และการประเมินความคล่องแคล่วว่องไวใช้แบบทดสอบ Illinois Agility Run Test ทำการทดสอบก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติ ANOVA แบบวัดซ้ำ เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความเร็วในการวิ่งระยะ 50 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการฝึก โดยค่าเฉลี่ยของเวลาวิ่ง 50 เมตร ลดลงจาก 6.66 วินาทีก่อนการฝึก เป็น 6.56 วินาทีในสัปดาห์ที่ 4 และ 6.47 วินาทีในสัปดาห์ที่ 8 ขณะที่ผลทดสอบ Illinois Agility Run Test ลดลงจาก 19.72 วินาทีก่อนการฝึก เป็น 19.47 วินาทีในสัปดาห์ที่ 4 และ 19.02 วินาทีในสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมฝึก SAQ ที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอลชายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสอดคล้องกับหลักการฝึกสมรรถภาพทางกีฬาและระยะเวลาการฝึกที่เหมาะสม ทำให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/273499
การสร้างเครื่องมือวัดจุดแองเคอร์และเวลาในการยิงของนักกีฬายิงธนูมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2023-12-16T02:52:01+07:00
วาทิณี เอื้ออารี
vatinee.ou789@gmail.com
สมบัติ อ่อนศิริ
Vatinee.ou@ku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเครื่องมือวัดจุดแองเคอร์และเวลาในการยิงของนักกีฬายิงธนู ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักกีฬายิงธนู ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน จำนวน 10 คน โดยเป็นนักกีฬายิงธนูที่กำลังศึกษาอยู่ตั้งแต่ปีที่ 1 ถึง ชั้นปีที่ 4 เครื่องมือวัดจุดแองเคอร์ของสายธนูและเวลาในการยิงของนักกีฬายิงธนู ผ่านการตรวจคุณภาพเครื่องมือ 2 ด้าน คือ หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน หาความเชื่อถือได้ โดยการทดสอบซ้ำระยะห่างกัน 1 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เครื่องวัดจุดแองเคอร์และเวลาในการยิงของนักกีฬายิงธนู ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 ซึ่งอยู่ในระดับดีมากและมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ความน่าเชื่อถือได้จาก<br />การทดสอบซ้ำ เท่ากับ .983 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก สรุปได้ว่าเครื่องวัดจุดแองเคอร์และเวลาในการยิงของนักกีฬายิงธนู ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้วัดจุดแองเคอร์และเวลาในการยิงของนักกีฬายิงธนู</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/276587
การศึกษาการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนเขตกรุงเทพมหานคร
2024-04-01T00:30:26+07:00
ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์
thunder.ploymu@gmail.com
สุธนะ ติงศภัทิย์
suthana.t@chula.ac.th
ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์
p.rattanakan@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของการทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) พัฒนาร่างแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 50 โรงเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) ในการแบ่งโรงเรียนตามเขตพื้นที่ของกรุงเทพมหานครทั้งหมด 50 เขตพื้นที่ จากนั้นทำการสุ่มโรงเรียนจำนวน 1 โรงเรียนจากแต่ละเขตพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามการทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 และร่างแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ร้อยละ 88 ของโรงเรียนทั้งหมดมีการทดสอบสมรรถภาพทางกายนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดยองค์ประกอบของการทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษาเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ (Health-related Physical Fitness) เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ 1) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (ร้อยละ 82) โดยไม่พบการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 2) ความอดทนของกล้ามเนื้อ (ร้อยละ 56) 3) ความอดทนของระบบหายใจและไหลเวียนโลหิต (ร้อยละ 60) 4) ความอ่อนตัว (ร้อยละ 78)</li> <li>ร่างแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา มีค่า IOC เท่ากับ 0.93 ซึ่งสามารถนำไปใช้ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาได้</li> </ol>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/278157
การศึกษาปัจจัยในการบริหารจัดการกีฬาคอร์ฟบอลในประเทศไทย
2024-06-09T08:35:59+07:00
อันธิกา ธรรมผาติ
untika868@gmail.com
เสาวลี แก้วช่วย
untika868@gmail.com
พราม อินพรม
untika868@gmail.com
สุปราณี ขวัญบุญจันทร์
untika868@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัจจัยในการบริหารจัดการกีฬาคอร์ฟบอลจำแนกตามสถานภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการกีฬาคอร์ฟบอลในประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการกีฬา จำนวน 155 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน สำหรับกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ คือ ผู้บริหารจัดการสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Anova)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าการบริหารจัดการกีฬาคอร์ฟบอลในประเทศไทย ตามกรอบทฤษฎี 4Ms และ POLC มีค่าสูงสุดอยู่ในระดับมากทุกปัจจัย โดยมีค่าเฉลี่ยตามลำดับ ดังนี้ การนำ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 (S.D. = 0.76) การควบคุม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 (S.D. = 0.83) การบริหารบุคลากร ค่าเฉลี่ย 4.03 (S.D. = 0.83) การวางแผน ค่าเฉลี่ย 4.02 (S.D. = 0.82) การจัดองค์กร ค่าเฉลี่ย 3.99 (S.D. = 0.82) การบริหารจัดการ ค่าเฉลี่ย 3.88 <br />(S.D. = 0.84) การบริหารอุปกรณ์ สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกค่าเฉลี่ย 3.86 (S.D. = 0.99) และการบริหารงบประมาณ ค่าเฉลี่ย 3.82 (S.D. = 0.82) และเมื่อทดสอบสมมุติฐานการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีสถานภาพต่างกันมีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการบริหารไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านการวางแผน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ข้อเสนอแนะ : การบริหารจัดการกีฬาคอร์ฟบอลควรมีนโยบายในการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านบุคลากรและด้านการนำ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ ด้านสถานที่อุปกรณ์และจัดองค์กร ให้สอดคล้องและเป็นไป<br />ในทิศทางเดียวกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/276695
การศึกษาสภาพและปัญหาการเตรียมทีมเพื่อเข้าร่วม การแข่งขันกีฬาฟุตบอลหญิงระดับนานาชาติ
2025-04-26T21:11:48+07:00
คุณากร อินทร์วงศ์
kunakorn.in@ku.th
เพ็ญนิภา พูลสวัสดิ์
phennipha.p@ku.th
นิรอมลี มะกาเจ
niromlee.m@ku.th
พรชัย ตรัสใจธรรม
pornchai.tru@ku.th
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการเตรียมทีม ในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาฟุตบอลหญิงระดับนานาชาติจากนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ประจำทีมชาติไทย โดยประชากรที่นำมาศึกษา มีจำนวน 93 คน เครื่องมือที่ใช้ในการสำรวจคือแบบสอบถามจำนวน 2 ชุด แบ่งองค์ประกอบออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1 คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 คือ แบบสอบถามสภาพการเตรียมทีม ส่วนที่ 3 คือ สภาพการบริหารจัดการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ส่วนที่ 4 คือ แบบสอบถามปลายเปิดเเสดงแนวทางการแก้ไขปัญหา จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเตรียมทีมเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลนานาชาติมากที่สุดคือ ปัญหาด้านสวัสดิการและการส่งเสริมกีฬา ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารสมาคมกีฬาฟุตบอลมากที่สุดคือ ปัญหาด้านการควบคุมและสั่งการและปัญหาด้านการบริหารจัดการงบประมาณ แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านสวัสดิการและการส่งเสริมกีฬา ควรเพิ่มสวัสดิการหลังเกษียณและเพิ่มจำนวนรายการแข่งขันระดับเยาวชนเพื่อพัฒนานักกีฬาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน แนวทางปัญหาด้าน<br />การควบคุมและสั่งการ คือ กำหนดขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบงานของบุคลากรแต่ละฝ่ายให้มีความชัดเจน เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการงบประมาณ คือ ประยุกต์ใช้สื่อออนไลน์ในการสร้างแรงจูงใจการรับชมกีฬาฟุตบอล และเพิ่มจำนวนผู้สนับสนุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่องค์กร</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/277247
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
2024-05-01T01:51:10+07:00
จักรกฤษณ์ ปรินทอง
nockzy11@gmail.com
รวิศรา ตรงจิตพิทักษ์
ravisara.t@chula.ac.th
สุธนะ ติงศภัทิย์
suthana.t@chula.ac.th
วชิรวิทย์ พงษ์จีน
wachirawit.pch@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 60 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน ซึ่งได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ และกลุ่มควบคุม 30 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ การทดลองดำเนินการเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษา 8 แผน (IOC = 0.87) และแบบทดสอบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ที่พัฒนาตามแนวคิดของ Newton (2009) (IOC = 0.96) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พลศึกษาโดยใช้การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์มีประสิทธิผลในการพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/277300
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อ พฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษา
2024-05-01T02:02:46+07:00
รัชดาภรณ์ แจ้งไพร
6580130327@student.chula.ac.th
สุธนะ ติงศภัทิย์
Ratchadaphon.0519@gmail.com
พชรพล พรหมมา
Ratchadaphon.0519@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 64 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ สำนักการศึกษาเมืองพัทยา กระทรวงมหาดไทย แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิก จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.92 – 0.96 แบบวัดพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬา มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาโดยการทดสอบค่า “ที”</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>สรุปผลวิจัย ได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการโอลิมปิกสามารถพัฒนาพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษาได้</p>
2025-12-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/278412
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้านคุณภาพการบริการของสวนสาธารณะ ในเขตกรุงเทพมหานคร ในสถานการณ์โควิด-19
2024-06-06T16:56:40+07:00
อนพัช ขุนทอง
nutanapat01@gmail.com
พราม อินพรม
nutanapat01@gmail.com
เสาวลี แก้วช่วย
nutanapat01@gmail.com
โอม โตอาจ
nutanapat01@gmail.com
ศิวะพร ภู่พันธ์
nutanapat01@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน (สภาพที่เป็นจริง) และสภาพที่พึงประสงค์ (สภาพที่คาดหวัง) ด้านคุณภาพการบริการของสวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร ในสถานการณ์โควิด-19 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นด้านคุณภาพการบริการของสวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครในสถานการณ์ โควิด-19 และ 3) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของสวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครในสถานการณ์โควิด-19 โดยจำแนกตามข้อมูลด้านประชากร ตัวอย่างในการวิจัย คือ ประชาชนที่ใช้บริการสวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) การวิเคราะห์ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p> 1) สภาพปัจจุบัน (สภาพที่เป็นจริง) ผลการวิเคราะห์พบว่า คุณภาพการบริการของสวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครในสถานการณ์โควิด-19 อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (M) เท่ากับ 3.68 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.48 องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความเป็นรูปธรรมของการบริการ (M = 3.73, S.D. = 0.52) สภาพที่พึงประสงค์ (สภาพที่คาดหวัง) ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามคาดหวังให้คุณภาพการบริการอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (M) เท่ากับ 4.17 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.39 องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความเป็นรูปธรรมของการบริการ (M = 4.29, S.D. = 0.46) 2) ความต้องการจำเป็น ด้านคุณภาพการบริการของสวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครในสถานการณ์โควิด-19 ใน 3 อันดับแรก คือ ความเป็นรูปธรรมของการบริการ การเข้าใจและรู้จักลูกค้า และความน่าเชื่อถือ 3) ตัวแปรข้อมูลด้านประชากรที่มีผลให้ค่าเฉลี่ยของคุณภาพการให้บริการของสวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครในสถานการณ์โควิด-19 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ อายุ ระดับการศึกษาและอาชีพ</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/277905
ระดับความหนักและผลเฉียบพลันของการอบอุ่นร่างกายโดยใช้เสื้อถ่วงน้ำหนักและถุงทราย ที่มีผลต่อสมรรถนะของนักกีฬาบาสเกตบอล
2024-05-16T01:01:57+07:00
ฐิติวัฒน์ แตงอิน
thitiwat.tae@ku.th
นิรอมลี มะกาเจ
Niromlee.m@ku.th
พรพล พิมพาพร
phornphon.p@ku.th
วิมลมาศ ประชากุล
wimolmas.s@ku.th
อภิลักษณ์ เทียนทอง
apiluk.the@allied.tu.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับความหนักและผลเฉียบพลันด้านพลังกล้ามเนื้อ ความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวจากการอบอุ่นร่างกายโดยใช้เสื้อถ่วงน้ำหนักและถุงทราย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อายุระหว่าง 20-24 ปี จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้คือการอบอุ่นร่างกายทั้ง 4 รูปแบบ ประกอบด้วย การอบอุ่นร่างกายโดยใช้เสื้อถ่วงน้ำหนัก การใช้ถุงทราย การใช้เสื้อถ่วงน้ำหนักร่วมกับถุงทรายและการอบอุ่นร่างกายโดยไม่ใช้น้ำหนักถ่วง โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดต้องทำการอบอุ่นร่างกายทั้ง 4 รูปแบบ ขณะอบอุ่นร่างกายจะทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการรับรู้ความเหนื่อยและเสร็จสิ้นการอบอุ่นร่างกายแต่ละรูปแบบ จะทำการวัดผลฉับพลันโดยการทดสอบพลังกล้ามเนื้อ ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวทันที นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปวนแบบวัดซ้ำมิติเดียว (One-Way ANOVA With Repeated Measure) เปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ภายหลังการวิเคราะห์ความแปรปวน โดยใช้วิธีของ Tukey กำหนดความ<br />มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ระดับความหนักขณะอบอุ่นร่างกายโดยใช้น้ำหนักถ่วงทั้งการใช้เสื้อถ่วงน้ำหนักการใช้ถุงทรายและการใช้เสื้อถ่วงน้ำหนักร่วมกับถุงทราย แตกต่างกับการอบอุ่นร่างกายที่ไม่ใช้น้ำหนักถ่วงอย่างมีนัยทางสถิติที่ 0.05 และการอบอุ่นร่างกายโดยใช้เสื้อถ่วงน้ำหนักมีแนวโน้มในการส่งผลแบบฉับพลันต่อพลังกล้ามเนื้อมากที่สุด รวมถึงการอบอุ่นร่างกายโดยใช้เสื้อถ่วงน้ำหนักร่วมกับถุงทรายนั้นมีแนวโน้มที่ส่งผลแบบฉับพลันต่อความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวดีกว่ารูปแบบอื่น ๆ</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/277813
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่นที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุ
2024-05-16T18:28:40+07:00
ฐิติมา ขยันดี
thitima.khay@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่นที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุอายุระหว่าง 60 - 69 ปี จำนวน 25 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง โดยเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางกายได้ โปรแกรมการออกกำลังกายที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน <br />6 ท่าน ประกอบด้วยกิจกรรมการออกกำลังกาย 4 สถานี ได้แก่ สถานีม้ากระดก สถานีบันไดคาร์ดิโอสเต็ปเทส สถานีลูกโลกโยกซ้ายขวา และสถานีชิงช้าหักมุม ดำเนินการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วันเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพสำหรับประชาชนอายุ 60 - 69 ปี ได้แก่ ดัชนีมวลกาย การทดสอบแตะมือด้านหลัง การยืน–นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาที การเดินเร็ว<br />อ้อมหลัก และการยืนยกเข่าขึ้นลง 2 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ (dependent t-test) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่น กลุ่มตัวอย่างมีสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพในทุกตัวแปร ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ความอ่อนตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/278180
ผลการฝึกพลัยโอเมตริกแบบดร็อปจั๊มพ์ และเด็พธ์จั๊มพ์ ที่มีผลต่อความสามารถในการกระโดดแนวดิ่ง แนวระนาบ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาของนักกรีฑา
2025-04-26T21:26:28+07:00
พิเชษฐ์ ท่าเรือรักษ์
pichaed.t@ku.th
สมบัติ อ่อนศิริ
Pichaed.t@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกพลัยโอเมตริกแบบดร็อปจั๊มพ์และแบบเด็พธ์จั๊มพ์ที่มีต่อความสามารถในการกระโดดแนวดิ่ง แนวระนาบ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาของนักกรีฑา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกรีฑาโรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6 จำนวน 20 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน โดยกลุ่มที่ 1 เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกพลัยโอเมตริกแบบดร็อปจั๊มพ์ และกลุ่มที่ 2 เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกพลัยโอเมตริกแบบเด็พธ์จั๊มพ์ ดำเนินการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การยืนกระโดดสูง และการยืนกระโดดไกล ก่อนการฝึก ระหว่างการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวชนิดวัดซ้ำ พร้อมการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอโรนี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มฝึกทั้งสองรูปแบบ ไม่พบความแตกต่างของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การยืนกระโดดสูง และการยืนกระโดดไกลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภายในกลุ่ม พบว่ากลุ่มฝึกพลัยโอเมตริกแบบดร็อปจั๊มพ์มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและความสามารถในการยืนกระโดดไกลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่กลุ่มฝึกพลัยโอเมตริกแบบเด็พธ์จั๊มพ์<br />มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและความสามารถในการยืนกระโดดสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า การฝึกพลัยโอเมตริกทั้งสองรูปแบบสามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาของนักกรีฑาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการฝึกแบบดร็อปจั๊มพ์เหมาะสมต่อการพัฒนาความสามารถในการกระโดดแนวระนาบ ขณะที่การฝึกแบบเด็พธ์จั๊มพ์เหมาะสมต่อการพัฒนาความสามารถในการกระโดดแนวดิ่ง ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบโปรแกรมฝึกซ้อมให้เหมาะสมกับลักษณะการเคลื่อนไหวของนักกรีฑาแต่ละประเภทได้</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/278849
การพัฒนารูปแบบการจัดการแข่งขันฟุตบอลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงวัย
2025-04-26T21:29:57+07:00
อัยรัสต์ แกสมาน
kaesman_i@su.ac.th
วิชิต อิ่มอารมย์
Kaesman_i@su.ac.th
วรรณวีร์ บุญคุ้ม
Kaesman_i@su.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการแข่งขันฟุตบอลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงวัยในประเทศไทย 2) พัฒนารูปแบบการจัดการแข่งขันฟุตบอลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงวัย และ 3) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขันฟุตบอลผู้สูงวัย จำนวน 400 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการแข่งขันฟุตบอลผู้สูงวัย จำนวน 28 คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 428 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพและความต้องการในการจัดการแข่งขันฟุตบอลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงวัยอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านผู้เข้าร่วมการแข่งขันและการประชาสัมพันธ์ รูปแบบการจัดการแข่งขันฟุตบอลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงวัยที่พัฒนาขึ้นคือ SONG GAME MODEL ซึ่งประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ Spirit, Organization management, Network, Good Game, Goal, Age, Motivation และ Enjoyment ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารูปแบบดังกล่าวมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงวัยในประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม สรุปได้ว่า SONG GAME MODEL เป็นรูปแบบการจัดการแข่งขันฟุตบอลที่มีความสอดคล้องกับบริบทของผู้สูงวัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการแข่งขันเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/277948
ผลของโปรแกรมการฝึกเคลื่อนไหวร่างกายด้วยบันไดฝึกจังหวะเท้าประยุกต์ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2024-06-09T08:38:02+07:00
รัฐพล ตันตินิจกุล
rattapon.tu@ku.th
ชาญชัย ขันติศิริ
rattapon.tu@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกเคลื่อนไหวร่างกายด้วยบันไดฝึกจังหวะเท้าประยุกต์ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาบาสเกตบอลหญิง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลหญิง จำนวน 12 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ดำเนินการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที โปรแกรมการฝึกผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกเคลื่อนไหวร่างกายด้วยบันไดฝึกจังหวะเท้าประยุกต์ และแบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว Semo Agility Test วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีของบอนเฟอร์โรนี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มตัวอย่างภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 6 และสัปดาห์ที่ 8 แตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกเคลื่อนไหวร่างกายด้วยบันไดฝึกจังหวะเท้าประยุกต์สามารถพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระยะเวลาในการฝึกอย่างน้อย 4 สัปดาห์</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/277627
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค STAD ที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย
2024-05-16T18:43:38+07:00
ต่วนบิลาล ตูแวมะ
tuanbilalt@gmail.com
วริศ วงศ์พิพิธ
Waris.w@chula.ac.th
สุธนะ ติงศภัทิย์
suthana.t@chula.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล ด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample) จำนวน 64 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค STAD และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค STAD จำนวน 8 แผน (IOC = 0.95) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวโดยครู (IOC = 0.92) และ แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวโดยผู้ปกครอง (IOC = 0.98) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าทีของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Paired sample t-test) และค่าทีระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Independent sample t-test ) ของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวก่อนการทดลองและหลังการทดลอง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนกลุ่มทดลอง ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค STAD สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br />2) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค STAD หลังการทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพบว่า กิจกรรมการจัดการเรียนรู้พลศึกษาด้วยเทคนิค STAD สามารถนำมาใช้ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนให้ลดลงได้</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/278117
ผลของโปรแกรมการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่มีต่อการทรงตัว ของนิสิตหญิงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2024-05-25T23:31:00+07:00
รุ่งนภา บุญเกษ
rungnapa.boonk@ku.th
ณัฐชนนท์ ซังพุก
rungnapa.boonk@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่มีต่อการทรงตัวของนิสิตหญิงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตหญิงที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 01175169 การฝึกด้วยน้ำหนักเพื่อสุขภาพ ภาคการศึกษาปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โปรแกรมการฝึกประกอบด้วยการฝึกด้วยน้ำหนักตัวและการฝึกด้วยลูกบอล จำนวน 8 ท่า ดำเนินการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบทดสอบการทรงตัวแบบยืนขาเดียว (Stork balance stand test) ทำการทดสอบก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของความสามารถในการทรงตัวของนิสิตหญิงหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 แตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีค่าการทรงตัวสูงที่สุด แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสามารถพัฒนาความสามารถในการทรงตัวของนิสิตหญิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบโปรแกรมการฝึกเพื่อส่งเสริมการทรงตัวและสมรรถภาพทางกายของนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/286430
ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-03-27T11:21:45+07:00
ประทุม ชอบใจ
prathum_c@rbac.ac.th
มนตรี ไชยพันธุ์
prathum_c@rbac.ac.th
สมหมาย แทนจ้อย
prathum_c@rbac.ac.th
สุกัญญา พานิชเจริญนาม
prathum_c@rbac.ac.th
นภัสวรรณ เจริญชัยภินันท์
prathum_c@rbac.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยและเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล จากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่เข้าชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพของประเทศไทยในรายการที่มีการจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลไทยลีกในปี พ.ศ. 2567 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มและการสุ่มแบบเจาะจง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่ชมการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในสนามกีฬาที่ใช้จัดการแข่งขันฯ จำนวน 200 คน และ 2) กลุ่มที่ชมการแข่งขันฟุตบอลอาชีพผ่านสื่อ จำนวน 200 คน รวม 400 คน จากนั้นนำข้อมูลมาตรวจสอบความสมบูรณ์ และวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ครั้งนี้ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ และนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปของตารางประกอบความเรียง</p> <p>ผลงานวิจัยพบว่า กลยุทธ์ทางการตลาดมีผลต่อแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ มีผลต่อแรงจูงใจมากที่สุด รองลงมามีผลในระดับมาก เรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านบุคคล ด้านกระบวนการ ด้านการส่งเสริมทางการตลาด ด้านราคา และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัยด้านอายุ ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อาชีพ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์ทางการตลาดและแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับที่สูงมาก มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/285299
พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้พลศึกษาของครูดิจิทัลอิมมิแกรนต์และครูดิจิทัลเนทีฟ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง
2025-02-07T21:06:15+07:00
ณรัช เจริญศิลป์
n.charoensilp@tnsu.ac.th
กาญจนา ดิษฐบรรจง
n.charoensilp@tnsu.ac.th
ณภิญา เจริญศิลป์
n.charoensilp@tnsu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้พลศึกษาของครูดิจิทัลอิมมิแกรนต์และครูดิจิทัลเนทีฟ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำแนกตามเพศและสถานภาพทางดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนวิชาพลศึกษาในระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามการรับรู้ความสามารถของตนเองของครู พลศึกษา ซึ่งมี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นครูพลศึกษา ด้านการจัดกิจกรรมพลศึกษา ด้านการจัดการชั้นเรียน พลศึกษา ด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีดิจิทัลทางพลศึกษา และด้านการวัดและประเมินผลทางพลศึกษาตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 และหาคุณภาพของเครื่องมือได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test (Independent Samples)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามการรับรู้ความสามารถของตนเองของครูพลศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.45) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการจัดกิจกรรมพลศึกษา ( = 4.59) ทั้งนี้ครูดิจิทัลอิมมิแกรนต์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54) ในขณะที่ครูดิจิทัลเนทีฟ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.43) 2. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้พลศึกษาของครูดิจิทัลอิมมิแกรนต์และครูดิจิทัลเนทีฟ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง ทั้ง 5 ด้าน พบว่า จำแนกตามเพศและจำแนกตามสถานภาพทางดิจิทัลโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3. แนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการเรียนรู้พลศึกษาของครูดิจิทัลอิมมิแกรนต์และครูดิจิทัลเนทีฟ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง สรุปเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลการจัดการเรียนรู้พลศึกษา 2) วางแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษา 3) ดำเนินการจัดการเรียนรู้ 4) วิเคราะห์ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษา และ 5) รายงานผลการจัดการเรียนรู้</li> </ol>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/285902
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้จาก CANVA สำหรับนักศึกษาวิชาเอกพลศึกษา ชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
2025-03-27T12:09:41+07:00
อังคณา กันใจแก้ว
aungkana.kun@crru.ac.th
<p>ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน (Fundamental Movement Skills: FMS) เป็นรากฐานของการออกกำลังกายตลอดชีวิต นักศึกษาครูพลศึกษาในประเทศไทยยังขาดประสบการณ์เรียนรู้ FMS ผ่านสื่อดิจิทัลอย่างเป็นระบบ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย CANVA จำนวน 4 ชุด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน - หลังเรียนเรื่อง FMS และ 3) ตรวจสอบความพึงพอใจของผู้เรียน วิธีวิจัยใช้การทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน - หลัง (one - group pretest/posttest) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพลศึกษา <br />ปี 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 25 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรม CANVA, 2) แบบทดสอบ FMS 20 ข้อ (IOC = .67–1.00; KR - 20 = .74) และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ <br />5 ด้าน (α = .92) วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test Dependent)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชุดกิจกรรมภาพรวมระดับความเหมาะสมมากที่สุด ( = 4.93, S.D. = 0.13) และหลังเรียนคะแนนผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.25, S.D. = 0.70) ส่งผลให้ชุดกิจกรรม CANVA ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจอย่างชัดเจนควรขยายผลในรายวิชาพลศึกษาระดับอุดมศึกษา และทดสอบกับการออกแบบวิจัยที่มีกลุ่มควบคุมต่อไป</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/288006
ผลของโปรแกรมการฝึกแม่ไม้มวยไทยที่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพของนักศึกษา สาขาพลศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร
2025-04-15T09:49:48+07:00
วรพล แสนจันทร์
worapon-jame@hotmail.com
เฉลิมพล บุญเกิด
Chaloemphon191919@gmail.com
สิราวรรณ สีดาชมภู
Sirawan144090@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการฝึกแม่ไม้มวยไทยที่มีต่อสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพของนักศึกษาสาขาพลศึกษา ชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 64 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ดำเนินการฝึกตามโปรแกรมเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกแม่ไม้มวยไทย และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measures ANOVA) พร้อมการทดสอบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอโรนี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 กลุ่มทดลองมีสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพด้านความอ่อนตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทนของกล้ามเนื้อ และความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ดัชนีมวลกายไม่พบความแตกต่างในทุกช่วงการฝึก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกแม่ไม้มวยไทยเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับนักศึกษาด้านพลศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/286560
ความสัมพันธ์ของการรับรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการใช้เวลาว่างอย่างจริงจัง ของนักเรียนโรงเรียนสารวิทยา
2025-04-26T12:32:39+07:00
กฤตเมธ สายทองแก้ว
krittamet.stk@gmail.com
สุมนรตรี นิ่มเนติพันธ์
sumonratree@g.swu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ ระดับเจตคติ และรูปแบบพฤติกรรมการใช้เวลาว่างอย่างจริงจัง (Serious Leisure) และศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการใช้เวลาว่างอย่างจริงจัง ของนักเรียนโรงเรียนสารวิทยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนโรงเรียนสารวิทยา จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นจากนักเรียนทั้งหมด 2,994 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามและนำมาวิเคราะห์โดยค่าสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนโรงเรียนสารวิทยาที่อยู่ในระดับชั้นต่างกันจะมีระดับการรับรู้การใช้เวลาว่างอย่างจริงจังต่างกันโดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับน้อยมาก โดยระดับของการรับรู้เกี่ยวกับการใช้เวลาว่างอย่างจริงจังมากที่สุดมีแหล่งที่มาจากอินเทอร์เน็ต และน้อยที่สุดคือ วิทยุ ต่อมาในด้านของเจตคติพบว่า นักเรียนโรงเรียนสารวิทยาที่อยู่ในระดับชั้นต่างกันจะมีระดับเจตคติที่มีต่อการใช้เวลาว่างอย่างจริงจังต่างกันโดยมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับน้อย ต่อมาในด้านพฤติกรรม พบว่า นักเรียนโรงเรียนสารวิทยาที่อยู่ในระดับชั้นต่างกันจะมีระดับพฤติกรรมการใช้เวลาว่างอย่างจริงจังต่างกันโดยมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับน้อย ซึ่งจากรูปแบบการใช้เวลาว่างอย่างจริงจังทั้งหมด 10 ด้าน ประกอบด้วย กีฬา, ท่องเที่ยว, อ่านหนังสือ, ศิลปะและงานฝีมือ, พัฒนาตนเอง, ดนตรี, ความบันเทิง, ปลูกต้นไม้, กิจกรรมเสริมสร้างรายได้ และ หมวดพัฒนาจิตใจ พบว่าพฤติกรรมการใช้เวลาว่างอย่างจริงจังที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเภทความบันเทิง (ดูหนัง, ฟังเพลง, ดูคลิปวิดีโอบันเทิง, เล่นเกมส์ ฯลฯ) รองลงมา คือ การใช้เวลาว่างอย่างจริงจัง ประเภทกีฬา (ออกกำลังกาย, เต้น, วิ่ง, กีฬาชนิดต่าง ๆ ฯลฯ) ส่วนด้านที่น้อยที่สุด คือ ประเภทปลูกต้นไม้ (ปลูกผัก, ทำสวน, ปลูกต้นไม้, ปลูกป่า) และ<br />ในความสัมพันธ์ของทั้งด้านการับรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการใช้เวลาว่างอย่างจริงจัง พบว่า ทั้ง 3 ด้าน มีความสัมพันธ์กันในทางบวก โดยที่ การรับรู้และเจตคติ มีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง การรับรู้และพฤติกรรมมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง และเจตคติและพฤติกรรม มีความสัมพันธ์กันในระดับมาก</p> <p> ผลจากการวิจัยในครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยในระดับครอบครัว ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนบุตรหลานตามความสนใจของนักเรียน เพื่อให้สามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระดับโรงเรียนก็สามารถนำผลการวิจัยไปใช้เพื่อการปรับปรุงหลักสูตร ในการจัดการเรียนในวิชาที่สนับสนุนความสนใจที่แตกต่างกันของนักเรียน เช่น วิชาชมรม รวมถึงการนำมาใช้ในนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ได้อีกด้วย</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/292281
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
2025-10-04T11:39:03+07:00
กฤติภัทร อัจนกิตติ
thongyaitherdsak@gmail.com
สุปราณี ขวัญบุญจันทร์
kittipat.aj@northbkk.ac.th
วิจิตรา บุญแล
kittipat.aj@northbkk.ac.th
พิมพา ม่วงศิริธรรม
kittipat.aj@northbkk.ac.th
สุมาลี งามสง่า
kittipat.aj@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ และเปรียบเทียบระดับการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิตามคณะวิชา รวม 385 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบระดับการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการโดยการทดสอบค่า t-test และค่า F-test ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ซึ่งได้รับการตรวจสอบและรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษาระดับปริญญาตรี เฉลี่ยครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมเฉลี่ย 1 - 2 ครั้งต่อสัปดาห์ มีระยะเวลาเฉลี่ยต่อครั้งในการเข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ย 30 - 60 นาที และการเข้าร่วมกิจกรรมบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เล่นกีฬา/ออกกำลังกาย, กิจกรรมชมรม, กิจกรรมสร้างสรรค์ 2) ระดับความคิดเห็นปัจจัยทางการรับรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้ง 3 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (X̅ = 4.61, S.D. = .715) 3) การเปรียบเทียบระดับการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีเพศต่างกัน ปัจจัยการรับรู้ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อระดับการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tahper/article/view/292305
การศึกษาสภาวะลื่นไหล ความเชื่อมั่นในตนเอง และความวิตกกังวลตามสถานการณ์ ในนักกีฬาอาชีพรายการฟุตซอลไทยลีก 2
2025-08-07T22:52:34+07:00
จีรัฐติกุล ต้นสายธนินท์
jeerattikul.to@northbkk.ac.th
กฤติภัทร อัจนกิตติ
jeerattikul.to@northbkk.ac.th
พิมพา ม่วงศิริธรรม
jeerattikul.to@northbkk.ac.th
อัจฉราลักษณ์ วิเศษ
jeerattikul.to@northbkk.ac.th
วิจิตรา บุญแล
jeerattikul.to@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดสภาวะลื่นไหล ความเชื่อมั่นในตนเอง และความวิตกกังวลตามสถานการณ์ ในนักกีฬาอาชีพฟุตซอลไทยลีก กลุ่มตัวอย่างนักกีฬาฟุตซอลอาชีพที่เข้าร่วมทำการแข่งขันกีฬาฟุตซอลระดับลีกอาชีพรายการฟุตซอลเดอะแชมป์เปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) ฤดูกาล 2024 จำนวน 22 คน มีอายุระหว่าง 19-23 ปี (อายุเฉลี่ย 20.18 ± 2.82 ปี) โดยมีประสบการณ์ในการแข่งขันกีฬาฟุตซอลระดับลีกอาชีพร้อยละ 50 มากกว่า 5 ปี และร้อยละ 50 มีประสบการณ์ 1-2 ปี เครื่องมือที่ใช้การวิจัยได้แก่ แบบวัดสภาวะลื่นไหลในกิจกรรมกีฬา (LONG Flow State Scale (FSS-2) – Physical) และแบบทดสอบความวิตกกังวลตามสถานการณ์ฉบับปรับปรุง (Revised Competitive State Anxiety Inventory-2) (CSAI-2R) โดยใช้แบบวัดในการเก็บรวบรมข้อมูลตลอดฤดูกาลแข่งขัน จำนวนทั้งสิ้น 10 แมทช์ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยวิธีการหาความสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (Spearman rank correlation coefficient) และทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมแบบหลายตัวแปร (Multivariate Analysis of Covariance MANCOVA) กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แมทช์ที่ 1 มีสภาวะลื่นไหลสูงที่สูด (3.92 ± 0.79, ชนะ) แมทช์ที่ 7 ต่ำที่สุด (3.48 ± 0.82, แพ้) ความเชื่อมั่นในตนเองสูงที่สุด (2.77 ± 0.42, เสมอ) ในแมทช์ที่ 9 ต่ำที่สุด (2.31 ± 071, ชนะ)ในแมทช์ที่ 2 และความวิตกกังวลตามสถานการณ์สูงที่สุด (1.72 ± 0.49, แพ้) ในแมตช์ที่ 7 ต่ำที่สุด (1.31 ± 0.47, ชนะ) ในแมทช์ที่ 3 สภาวะลื่นไหลที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลตามสถานการณ์ความเชื่อมั่นในตนเองมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความวิตกกังวลตามสถานการณ์ และสภาวะลื่นไหล ความเชื่อมั่นในตนเอง และความวิตกกังวลตามสถานการณ์ มีความแตกต่างกันที่ระดับ .05</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย