ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่นที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่นที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุอายุระหว่าง 60 - 69 ปี จำนวน 25 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง โดยเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางกายได้ โปรแกรมการออกกำลังกายที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน
6 ท่าน ประกอบด้วยกิจกรรมการออกกำลังกาย 4 สถานี ได้แก่ สถานีม้ากระดก สถานีบันไดคาร์ดิโอสเต็ปเทส สถานีลูกโลกโยกซ้ายขวา และสถานีชิงช้าหักมุม ดำเนินการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วันเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพสำหรับประชาชนอายุ 60 - 69 ปี ได้แก่ ดัชนีมวลกาย การทดสอบแตะมือด้านหลัง การยืน–นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาที การเดินเร็ว
อ้อมหลัก และการยืนยกเข่าขึ้นลง 2 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ (dependent t-test) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่น กลุ่มตัวอย่างมีสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพในทุกตัวแปร ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ความอ่อนตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายที่ประยุกต์จากสนามเด็กเล่นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ความคิด ข้อวิพากษ์ในวารสารเป้นสิทธิของผู้เขียน สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเห็นชอบด้วยเสมอไป เพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิดและความสร้างสรรค์
เอกสารอ้างอิง
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2566). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2565. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน).
กรมพลศึกษา. (2556). การยืดกล้ามเนื้อแบบ Dynamic stretching. กรุงเทพฯ: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
กรมพลศึกษา. (2562). แบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายของประชาชน อายุ 60–69 ปี. สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา. (2560). แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560–2564). สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2566, จาก https://www.mots.go.th/.
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2566). สถิติผู้สูงอายุ. สืบค้นเมื่อ 1 มกราคม 2567, สืบค้นจาก https://www.dop.go.th/.
จิราพร เกศพิชญวัฒนา. (2561). คู่มือเรียนรู้เข้าใจวัยผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ: บริษัท ยืนยงการพิมพ์ จำกัด.
ชาญชลักษณ์ เยี่ยมมิตร และณัฐพงษ์ จรทะผา. (2564). การออกกำลังกายด้วยกิจกรรมแอโรบิกเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ จังหวัดจันทบุรี. วารสารวิชาการ, 15(2), 45–58.
ถาวร กมุทศรี. (2560). การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย (Physical fitness conditioning). กรุงเทพฯ: มีเดียเพรส.
ทิพรัตน์ ล้อมแพน, และหทัยรัตน์ ราชนาวี. (2561). ความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกายด้วยยางยืดในผู้สูงอายุ. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา, 25(2), 148–167.
นภสร นีละไพจิตร. (2563). การพัฒนาโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยนาฏศิลป์พื้นบ้านไทยเพื่อพัฒนาการทรงตัวในผู้สูงอายุ (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ปิยวัฒน์ เกตุวงศา, และ กรกนก พงษ์ประดิษฐ์. (2563). ฟื้นกิจกรรมทางกายในประเทศไทยหลังวิกฤตโควิด-19. นครปฐม: ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2565). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
Alter, M. J. (2004). Science of flexibility (3rd ed.). Champaign, IL: Human Kinetics.
Cohen, D. A., Marsh, T., Williamson, S., Han, B., & McKenzie, T. L. (2014). Impact and cost-effectiveness of family fitness zones: A natural experiment in urban public parks. Health & Place, 28, 78–83. จาก https://doi.org/10.1016/j.healthplace.2014.03.008.
Martens, R. (2012). Successful coaching (4th ed.). Champaign, IL: Human Kinetics.
United Nations. (2017). World population ageing 2017: Highlights. New York, NY: United Nations.
World Health Organization. (2007). Global age-friendly cities: A guide. Geneva: WHO Press.
World Health Organization. (2015). World report on ageing and health. Geneva: WHO Press.