ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 60 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน ซึ่งได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ และกลุ่มควบคุม 30 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ การทดลองดำเนินการเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษา 8 แผน (IOC = 0.87) และแบบทดสอบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ที่พัฒนาตามแนวคิดของ Newton (2009) (IOC = 0.96) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พลศึกษาโดยใช้การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์มีประสิทธิผลในการพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ความคิด ข้อวิพากษ์ในวารสารเป้นสิทธิของผู้เขียน สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเห็นชอบด้วยเสมอไป เพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิดและความสร้างสรรค์
เอกสารอ้างอิง
เยาวรัตน์ รัตนธรรม. (2561). การเพิ่มการรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์และความใส่ใจของนักเรียนปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย. วิทยานิพนธ์หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและสถิติทางวิทยาการปัญญา, มหาวิทยาลัยบูรพา.
วัฒนารี อัมมวรรธน์ และเสรีชัดแช้ม. (2559). กรอบคิดเชิงทฤษฎีและมุมมองใหม่เพื่อพัฒนาเด็กที่มีความ บกพร่องด้านการอ่าน. วารสารสงขลานครินทร์, 34(4), 211-221.
มุกดา หนุ่ยศรี. (2016). การป้องกันภาวะสมองเสื่อม. วารสารพยาบาลตำรวจ, 8(1), 227–240.
วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2548). รวมบทความปรัชญา หลักการ วิธีสอน และการวัดเพื่อประเมินผลทางการ พลศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 1) กรุงเทพฯ: แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมชาย รัตนทองคำ. (2558). เอกสารประกอบการสอน การสอนทางกายภาพบําบัด. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2566, สืบค้นจาก https://ams.kku.ac.th/aalearn/resource/edoc/tech/book58.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงมหานคร เขต 2. รายงานข้อมูลจำนวนนักเรียน. สืบค้นเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2566, สืบค้นจาก https://www.seaao2.go.th/data_16579.
Grande, J. D.; & Morrow, Lorna. (1995). Curriculum and Evaluation Standards for School Mathematics addenda series Grades K-6. 3rd ed. USA.: Library of Congress Cataloging.
Hui, S. S. C., Zhang, R., Suzuki, K., Naito, H., Balasekaran, G., Song, LK., Park, S. Y., Liou, Y. M., Lu, D., Poh, B. K., Kijboonchoo, K., Thasanasuwan, W. (2020). The associations between meeting 24-hour movement guidelines and adiposity in Asian Adolescents: The Asia-Fit Study. Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports, 31(3), 763–771.
Newton, P. (2009). Psychometric success – Spatial ability. Retrieved November 20, 2023, from www.psychometric-success.com.
Presmeg, N. C. (2006). Research on visualization in learning and teaching mathematics. In A. Gutiérrez & P. Boero (Eds.), Handbook of research on the psychology of mathematics education: Past, present and future (pp. 205–235). Sense Publishers.