การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการสร้างเสริมความฉลาดทางดิจิทัล เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อสร้างเสริมความฉลาดทางดิจิทัลในการป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี คัดเลือกโดยใช้วิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 83 คน กลุ่มทดลองจำนวน 41 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อสร้างเสริมความฉลาดทางดิจิทัลเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ 4 ด้านได้แก่ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การรักษาความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม และการรับมือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ จำนวน 4 ครั้ง กลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 42 คนได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ จำนวน 4 ครั้ง เครื่องมือเก็บข้อมูลก่อนหลังการทดลอง คือ แบบวัดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ Paired – sample t – test และ Independent sample t-testผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความฉลาดทางดิจิทัลเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์เฉลี่ย สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 2 ด้านได้แก่ การรักษาความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ และการรับมือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และมีคะแนนเฉลี่ยความฉลาดทางดิจิทัลเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์เฉลี่ย สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 3 ด้านได้แก่ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การรักษาความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ และการรับมือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ความคิด ข้อวิพากษ์ในวารสารเป้นสิทธิของผู้เขียน สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเห็นชอบด้วยเสมอไป เพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิดและความสร้างสรรค์
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2561). อย่าปล่อยให้เด็กถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ (Cyber Bullying). สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2562, สืบค้นจาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=28079.
ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์. (2561). แบบสำรวจออนไลน์ DQ Screen Time Test. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2562, สืบค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/Content/41463-ผลสำรวจพบเด็กไทยติดอินเทอร์เน็ตสูงกว่าเฉลี่ยโลก%20.html.
ทิศนา แขมมณี. (2550). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้ เพื่อการจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุนิสา จันทร์แสง. (2563). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศจากการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี. Nursing Journal of the Ministry of Public Health, 2(30), 121-135.
สุรางคณา วายุภาพ. (2561). รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2561. (พิมพ์ครั้งที่ 1). สำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม.
โสภา ชดช้อย. (2560). ผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและทฤษฎีประมวลสารสนเทศทางสังคมที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาพฤติกรรมการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Craig Winston J. (2009). A cross-national profile of bullying and victimization among Health Education Reserch. 20(1), 81-91.
John Dewey. (1996). Philosophy, Education, and Reflective Thinking. In Thomas O.Buford Toward a Philosophy of Education. pp.180-183.
Park Yuhyun. (2019). DQ Global Standards Report. DQ Institute 2019. Retrieved May, 16, 2020. From http://www.dqinstitute.org/dq-framwork.