ผลของการสอนการเล่นอย่างยุติธรรมในวิชาพลศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาแบบคละชั้นผ่านกิจกรรมการละเล่นไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนการเล่นอย่างยุติธรรมในวิชาพลศึกษา
ด้วยกิจกรรมการละเล่นไทยสำหรับนักเรียนคละชั้นระดับประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 (อายุ 8-12 ปี) จำนวน 23 คน แผนการจัดการเรียนการสอนการเล่นอย่างยุติธรรม 2 บทเรียน ต่อสัปดาห์ บทเรียนละ 50 นาที (จำนวน 16 บทเรียน) กลุ่มเป้าหมายจะถูกสังเกตและบันทึกวีดีโอขณะเล่นเกมเป็นเวลา 50 นาที ก่อนและหลังการทดลอง นักเรียนจะได้ทำการประเมินพฤติกรรมการเล่นอย่างยุติธรรมของตนเอง และครูพลศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประเมินพฤติกรรมการเล่นอย่างยุติธรรมจากการดูวีดีโอที่บันทึกไว้ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนการเล่นอย่างยุติธรรมในกิจกรรมการละเล่นไทยมีประสิทธิภาพในการพัฒนาพฤติกรรมการเล่นอย่างยุติธรรมในนักเรียนได้ในด้านการมีน้ำใจนักกีฬา การทำงานเป็นทีม การยอมรับเพื่อนร่วมทีม การยอมรับฝ่ายตรงข้าม การปฏิบัติตามกฎ และการไม่โกง ยิ่งไปกว่านั้นผลการวิจัยจากนักเรียนและครูพลศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญยังสอดคล้องกัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ความคิด ข้อวิพากษ์ในวารสารเป้นสิทธิของผู้เขียน สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเห็นชอบด้วยเสมอไป เพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิดและความสร้างสรรค์
เอกสารอ้างอิง
กรมพลศึกษา. (2557). การละเล่นพื้นบ้านไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ เอส.ออฟเซ็ทกราฟฟิคดีไซน์.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2563, สืบค้นจาก https://www.moe.go.th
____________. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชน สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
จักรี อย่างเสียสัตย์. (2557). ผลของการจัดโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนประถมศึกษา. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, 9(2), 16-30.
ชัชชัย โกมารทัต. (2554). กีฬาพื้นเมืองไทยภาคกลาง (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: บริษัทเยลโล่การพิมพ์ (1988) จำกัด.
โชคชัย ดวงแก้ว. (2558). การสร้างแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการเรียนวิชาพลศึกษาสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. วารสารสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการ, 42(1), 113-114.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพมหานคร: สุรีวิยาสาส์น.
โพสทูเดย์. (2561). น่าห่วง!เด็กไทยรังแกกันในโรงเรียนติดอันดับ 2 ของโลก. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2561, สืบค้นจาก https://www.posttoday.com/social/general/537895
วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2561). รวมบทความเกี่ยวกับปรัชญา หลักการ วิธีสอน และการวัดเพื่อประเมินผลทางการพลศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วาสนา คุณาอภิสิทธิ์. (2539). การสอนพลศึกษา. กรุงเทพฯ: บริษัทพิมพ์ดี จำกัด.
อมรา กล่ำเจริญ. (2553). เพลงและการละเล่นพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮาส์.
Johnson, L.V. (2005). Fair play unit for elementary school :Getting the whole school involved. Teaching Elementary Physical Education, 16(3), 16-19.
Johnson, L.V. (2005). Fair play unit for elementary school :Getting the whole school involved. Teaching Elementary Physical Education, 16(3), 16-19.
Magotsiou, E., Goudas, M., & Hasandra, M. (2006). VA LIDITY AND RELIABILITY OF THE GREEK VERSION OF THE MULTISOURCE ASSESSMENT OF SOCIAL COMPETENCE SCALE. SAGE Journals, 2006(103), 667-675.
Nevzat, M. (2015). The validity and reliability of Turkish version of fair play questionnaire in Physical Education (FPQ-PE) and an implementation. Academic Journals, 10(17), 2469-2480.
Redelius, K., Quennerstedt, M., & Öhman, M. (2015). Communicating aims and learning goalsmin physical education: part of a subject for learning?. Sport, Education and Society, 20(5), 641-655.
Solomon,G. B. (1997). Fair Play in the Gymnasium: Improving Social Skills among Elementary School Students. Journal of Physical Education, Recreation & Dance, 68(5), 22-25.
Vidoni, C., & Ulman, J. D. (2012). The Fair Play Game: Promoting social skills in physical education. A Journal for Physical and Sport Educators, 25(3), 26-30.