การวิเคราะห์ความต้องการส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ FITNESS MUAYTHAI

Main Article Content

ธีรฤทธิ์ โอสถานนท์
พราม อินพรม
เสาวลี แก้วช่วย

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสมทางการตลาด ต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนสมวยไทย FITNESS MUAYTHAI (2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการ ส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนสมวยไทย FITNESS MUAYTHAI ซึ่งใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบเชิงสำรวจโดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษา ความต้องการส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนสมวยไทยและเปรียบเทียบ ความต้องการจำเป็นระหว่าง เจเนอเรชั่น Y และ เจเนอเรชั่น X ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผู้วิจัยเลือกใช้การกำหนดขนาดตัวอย่างแบบไม่ใช้สถิติ ซึ่งกำหนดขนาดตัวอย่างตาม magic number โดยกำหนดขนาดตัวอย่าง จำนวน 100 คน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ เป็นสมาชิกฟิตแฟคมวยไทยอคาเดมี่ จำนวน 50 คน และสมาชิกอาร์เอสเอ็มอคาเดมี่มวยไทย จำนวน 50 คน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแตกต่าง ระหว่างสภาพปัจจุบัน (สภาพที่เป็นจริง) สภาพที่พึงประสงค์ (สภาพที่คาดหวัง) และความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการศึกษาความต้องการส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนส มวยไทย และเปรียบเทียบความต้องการส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนส มวยไทยระหว่าง เจเนอเรชั่น Y และ เจเนอเรชั่น X ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผู้วิจัย เลือกใช้การกำหนดขนาดตัวอย่างจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) โดยแบ่งกลุ่ม ผู้ที่สนใจใช้บริการฟิตเนสมวยไทย ซึ่งยังไม่เคยเป็นสมาชิกฟิตเนสมวยไทยมาก่อน จำนวน 300 คน โดยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (content validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ


จำนวน 3 ท่านพิจารณา มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (index of item-objective congruence: IOC) ตั้งแต่ 0.67 – 1.00 และหาความเชื่อมั่นโดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาด้วยวิธีของ cronbach มีค่าความเชื่อมั่น


เท่ากับ 0.96 และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการวิเคราะห์โดยใช้การทดสอบสถิติที (independent t-test)


            ระยะที่ 1 ผลการศึกษาความต้องการส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจเลือกใช้ บริการฟิตเนสมวยไทย ระหว่าง เจเนอเรชั่น Y และ  เจเนอเรชั่น X พบว่า สภาพปัจจุบัน (สภาพที่เป็นจริง) ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.03, SD = 0.47) โดยกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นสูงสุด ด้านบุคคล (People) (M=4.30, SD=0.56) รองลงมาคือ ด้านราคา (Price) (M=4.23, SD=0.53) และด้านสถานที่ (Place) (M=4.18, SD=0.43) ตามลำดับ ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ (สภาพที่คาดหวัง) ภาพรวมอยู่ในระดับ


มากที่สุด (M = 4.90, SD = 0.24) โดยกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นสูงสุด ด้านบุคคล (People) (M=4.96, SD=0.12) รองลงมา คือ ด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence and Presentation) (M=4.92, SD=0.27)  และด้านกระบวนการ (Process) (M=4.91, SD=0.28) ตามลำดับ


ความต้องการจำเป็นของส่วนประสมทางการตลาดของการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนสมวยไทย      จำแนกตามกลุ่มเจเนอเรชั่น พบว่า กลุ่มเจเนอเรชั่น Y มีความจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 2 ด้าน ในขณะที่ กลุ่มเจเนอเรชั่น X มีความจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 3 ด้าน ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของทั้ง 2 เจเนอเรชั่น มีความสอดคล้องกันในสองอันดับแรก คือ ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) และรองลงมาคือ ด้านกระบวนการ (Process) ในขณะที่ เจเนอเรชั่น X มีความต้องการจำเป็นเพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับที่สาม ในด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Product or Service) ตามลำดับ


            ระยะที่ 2 ผลการวิเคราะห์และเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับส่วนประสม ทางการตลาดของฟิตเนสมวยไทย กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Product or Service) (M=4.73,              SD= 0.33) รองลงมา คือ ด้านสถานที่ (Place) และด้านบุคคล (People) (M=4.56 SD= 0.46) และ (M=4.46, SD= 0.51) ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด ของฟิตเนสมวยไทย โดยจำแนกตามกลุ่มเจเนอเรชั่น ระหว่างกลุ่มเจเนอเรชั่น Y และ กลุ่มเจเนอเรชั่น X ในภาพรวม พบว่า ผู้ที่สนใจใช้บริการฟิตเนสมวยไทยฯ กลุ่มเจเนอเรชั่น Y (M = 4.39) และกลุ่มเจเนอเรชั่น X  (M = 4.34) มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาดของฟิตเนสมวยไทยไม่แตกต่างกัน


            ข้อเสนอแนะ : ผู้ประกอบการฟิตเนสมวยไทยควรให้ความสำคัญในเรื่องการให้บริการ และวัสดุอุปกรณ์ที่มีความเป็นมาตรฐานมีการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรกฎ นิ่มโชคชัยรัตน์ และอัจฉรา เกษสุวรรณ. (2560). การศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยทางการตลาด บริการที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารจากช่องทางฟูดทรัค. ในกรุงเทพฯ. การประชุม ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 55. (653). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์.

ขวัญชนก กมลศุภจินดา. (2557). พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์และการแสดงตัวตนของ เจเนอเรชั่น: กรณีศึกษาความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชั่นเบบี้บูมเมอร์สและเจเนอเรชั่น วาย. การค้นคว้าอิสระ นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

คัคนางค์ ประไพทรัพย์. (2558). การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการส่วนประสม ทางการตลาดต่อธุรกิจว่ายน้ำสำหรับเด็กเล็กในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์วิทยา ศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชนุดร ธีรวัฒนอมร. (2554). ความต้องการส่วนประสมทางการตลาดของผู้ใช้บริการทางการกีฬาและการออกกำลังกายในสนามกีฬาแห่งชาติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์ มหาบัณฑิต, สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ฉัฐจุฑา นกจันทร์. (2555). การเปรียบเทียบแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ และบุคลากร เจเนอเรชั่น วาย: ศึกษาเฉพาะกรณีพนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค. วารสาร จันทรเกษมสาร, 18(34), 117-125.

ธาวุฒิ ปลื้มสำราญ, เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต และปัญญา ธีระวิทยเลิศ. (2557). รูปแบบการบริหารจัดการ กิจกรรมกีฬามวยไทยเพื่อสร้างเจตคติทีี่เอื้อต่อการเสริมสร้างความมั่นคง. วารสารพลศึกษา, 17(1), 28-39.

พีรวัฒน์ สมบัติใหม่. (2554). การออกแบบสื่ออินเตอร์เน็ตไดเร็กเมล์เพื่อการส่งเสริมการตลาดในธุรกิจ ร้านกาแฟขนาดย่อมในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาศิลปะและการออกแบบสื่อ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ศิริพร มยะกุล.(2550). ความต้องการของประชาชนผู้ใช้บริการด้านการออกกำลังกายในสถาบัน การพลศึกษา วิทยาเขตยะลา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาวิชาสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ศิริวรรณ เสรีรัตน์. (2541). การบริหารเชิงกลยุทธ์. กรุงเทพฯ: พัฒนศึกษา.

เสรี วงษ์มณฑา. (2542). การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค. กรุงเทพฯ: ไดมอนด์ อินบิสซิเนส เวิร์ด.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2550) การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. (พิมพ์ครั้งที่2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อรวรรณ ปันทะนะ. (2553). การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาด้านวิชาการของครูประถม ศึกษา จังหวัดพิษณุโลก. วิทยานิพนธ์ปรญิญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย นเรศวร.

Kotler, Philip. (2003). Marketing Management. (11th ed). Upper Saddle River, NJ: Prentice –Hall