แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการเป็นนวัตกรทางการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3
คำสำคัญ:
สมรรถนะการเป็นนวัตกร, ผู้บริหารสถานศึกษา, นวัตกรรมทางการศึกษา, แนวทางการพัฒนาบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการเป็นนวัตกรทางการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 2. หาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว และ 3. ประเมินแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 157 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ระยะที่ 2 หาแนวทางด้วยกระบวนการหาฉันทามติแบบพหุลักษณ์ (MACR: Multi Attribute Consensus Reaching) จากผู้ให้ข้อมูล 12 คน ได้แก่ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 1 คน ศึกษานิเทศก์ 2 คน และผู้อำนวยการสถานศึกษา 9 คน
ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการเป็นนวัตกรทางการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาในสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 3.74) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (
= 4.54) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) โดยรวมอยู่ระหว่าง 0.190–0.230 เรียงลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านการสังเกต ด้านการคิดริเริ่ม ด้านการสร้างเครือข่าย ด้านการทดลอง และด้านการตั้งคำถาม ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาสมรรถนะที่ได้ประกอบด้วย 5 ด้าน 37 ประเด็นย่อย ซึ่งผ่านกระบวนการหาฉันทามติแบบพหุลักษณ์จนได้ฉันทามติครบทั้ง 5 ด้าน และเมื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทาง พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (
4.97) ผลการวิจัยสะท้อนว่าแนวทางที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของสถานศึกษาระดับประถมศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
โกศล ภูศรี. (2564). กลยุทธ์การพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาการศึกษา). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ขนิษฐา ม่วงศรีจันทร์. (2564). รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ธงชัย เส็งศรี. (2564). กิจกรรมส่งเสริมการเป็นนวัตกรโดยใช้กระบวนการสตรีมโฟร์อินโนเวเตอร์ วิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา. วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบัน การอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร, 4(2), 38–39.
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). วิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
ผดุงชัย ภู่พัฒน์. (2547). กระบวนการหาฉันทามติแบบพหุลักษณ์ (MACR: Multi Attribute Consensus Reaching). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ภาณุภัทร ลิ้มจำรูญ. (2563). กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวคิด ทักษะนวัตกรสังคม (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหาร การศึกษา). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รุ่งนิรันด์ โพธิ์เพชรเล็บ. (2563). Soft Skills กับการเป็นนวัตกรทางการศึกษาของผู้บริหาร สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). อุดรธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กรุงเทพฯ: บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
Baker, M. (2014). Creativity in education for the 21st century. New York: Routledge.
Dyer, J., Gregersen, H., & Christensen, C. M. (2009). The innovator's DNA. Harvard Business Review, 87(12), 60–67.
Rogers, E. M. (1983). Diffusion of innovations (3rd ed.). New York: Free Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

