อคติ 4 กับบทบาทในการสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คำสำคัญ:
อคติ 4, บทบาท, ความน่าเชื่อถือ, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบทคัดย่อ
ความน่าเชื่อถือ (Credibility) คือ หัวใจสำคัญของตำแหน่งทางการเมือง แต่บ่อยครั้งที่การตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองถูกบิดเบือนด้วย “อคติ 4” ซึ่งเป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาที่กล่าวถึงเหตุแห่งความลำเอียง อันได้แก่ ฉันทาคติ (รักใคร่), โทสาคติ (โกรธแค้น), โมหาคติ (เขลา, หลง), และภยาคติ (กลัว) อคติเหล่านี้มีบทบาทโดยตรงในการกัดกร่อนความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากไม่ได้รับการควบคุมและตระหนักถึงอย่างแท้จริง ฉันทาคติ หรือความลำเอียงเพราะความรักชอบ เมื่อนักการเมืองใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ญาติสนิท หรือกลุ่มทุนที่สนับสนุนตนเอง โดยละเลยประโยชน์สาธารณะ การกระทำเช่นนี้เป็นการทำลายหลักการความเสมอภาค โทสาคติ ซึ่งเป็นความลำเอียงเพราะความโกรธแค้นหรือเกลียดชัง การตัดสินใจลงโทษหรือกีดกันคู่แข่งทางการเมือง หรือฝ่ายที่เห็นต่าง ด้วยอารมณ์ส่วนตัว แทนที่จะอ้างอิงหลักการ กฎหมาย หรือเหตุผล ถือเป็นการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมและแสดงถึงวุฒิภาวะที่บกพร่องของผู้นำ โมหาคติ หรือความลำเอียงเพราะความเขลา ไม่รู้จริง เป็นอคติที่เกิดขึ้นเมื่อผู้นำตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง หรือด้วยความเชื่อส่วนตัวโดยปราศจากการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างรอบด้าน สุดท้ายคือ ภยาคติ ความลำเอียงเพราะความกลัว ผู้นำที่ตัดสินใจตามแรงกดดันจากกลุ่มอำนาจมืด กลุ่มผลประโยชน์ หรือแม้แต่ความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่ง โดยยอมแลกกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ย่อมเป็นผู้นำที่ขาด ความกล้าหาญ และ ความซื่อสัตย์ บทบาทของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ การทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่เป็นกลาง ผู้ที่ยึดมั่นใน ธรรมาธิปไตย (การถือธรรมเป็นใหญ่) และตระหนักรู้ถึงอคติ 4 และพยายามควบคุมมันได้เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างและรักษา ความน่าเชื่อถือ ในฐานะผู้นำที่ยุติธรรม มีเหตุผล มีความสามารถ และกล้าหาญไว้ได้ในระยะยาว เพราะความน่าเชื่อถือไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือผลรวมของการกระทำที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง
เอกสารอ้างอิง
เกษม ฐิติสิทธา. (2561 ). อคติ 4: หลักการบริหารจัดการของผู้นำ. วารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์, 1(2), 85-99.
ฉันทนา จันทร์บรรจง และคณะ. (2554). ผลกระทบของนโยบายรัฐบาลต่อการปลูกฝังจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคมของนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 13(2), 73-91.
พระครูสังฆรักษ์จักรกฤษณ์ ภูริปญฺโญ และคณะ. (2562). คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาที่ปราศจากอคติ 4. วารสารสันติศึกษาบริทรรศน์ มจร, 7(6), 1797-1804.
พระมหาวิเชียร ไกรฤกษ์ศิลป์. (2564). อคติ 4: หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในตำราฉันท์วรรณพฤติ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 7. มจร พุทธโสธรปริทรรศน์, 1(1), 15-30.
รุจี ตันติอัศวโยธี และบุญเลิศ โอฐสู. (2563). นัยอคติในพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในภาษาพาดหัวข่าว ของหนังสือพิมพ์ออนไลน์. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์, 16(3), 1-12.
วริสรา มีชัย และคณะ. (2566). การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. วารสารวิจัยและพัฒนาเพื่อท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์, 1(2), 14-24.
สงวน หล้าโพนทัน. (2567). An การประยุกต์ใช้หลักอคติ 4 เพื่อสร้างระบบความยุติธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน. วารสาร มจร ภาษาและวัฒนธรรม, 4(1), 87-105.
สมศักดิ์ สุนันทา และณัฏฐกานต์ หงษ์กุลเศรษฐ์. (2568). การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อสื่อสารเพื่อการจัดสวัสติการแห่งรัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลศรีนาวา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก. วารสาร ภาคประชาสังคมนครราชสีมา, 2(1), 72-84.
สานิตย์ หนูนิล . (2559). ธรรมาภิบาลในองค์การภาคเอกชน : ธุรกิจภาคบริการ (Good Governance in Private Organization: Service Business). Silpakorn University e-Journal (Social Sciences, Humanities, and Arts), 36(2), 57-76.
สิริณัฏฐ์ อัคคีเจริญ และคณะ. (2566). การใช้หลักนิติรัฐสำหรับชุมชน. วารสารนิสิตวัง, 25(1), 139-146.
โอภาส ศุภจิตเมตตา และธนรัฐ สะอาดเอี่ยม. (2568). นิติศาสตร์แนวพุทธ. วารสาร มจร พุทธศาสตร์ปริทรรศน์, 9(2), 462-467.
Nyein Nyein Hlaing และสุนิดา พิริยะภาดา. (2564). ผลกระทบของการให้สิทธิพิเศษต่อแรงจูงใจในการทำงาน ความพึงพอใจในการทำงาน และความมุ่งมั่นขององค์กร: การศึกษาภาคการธนาคารของเมียนมาร์. วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 38(1), 1-25.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

