ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเอง บรรยากาศองค์การ กับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด
คำสำคัญ:
การรับรู้ความสามารถของตนเอง, บรรยากาศองค์การ, แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์, ข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองบรรยากาศองค์การ และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด 2. เปรียบเทียบแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด โดยใช้ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่งระยะเวลาที่รับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด รายได้ต่อเดือน และความสนใจรับทุนการศึกษา และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเอง บรรยากาศองค์การ กับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดที่ปฏิบัติงาน ณ อาคารถนนรัชดาภิเษก จำนวน 216 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล แบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแบบสอบถามบรรยากาศองค์การ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐานค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเอง บรรยากาศองค์การ และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ข้าราชการธุรการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่ง ระยะเวลาที่รับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด รายได้ต่อเดือน และความสนใจรับทุนการศึกษาต่างกัน มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นระดับการศึกษาที่ต่างกันมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. การรับรู้ความสามารถของตนเองและบรรยากาศองค์การ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ .771 และ .422 ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
กมลวรรณ เทพจั้ง. (2564). บรรยากาศองค์กรที่มีผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดปทุมธานี (สารนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ.
กิรติภาพัชร์ กษิดิศ. (2560). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). พระนครศรีอยุธยา:มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.
ฐิรชัย หงษ์ยันตรชัย. (2566). คอมพิวเตอร์สำหรับนักจิตวิทยา (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ฑิตยารักษ์ อธิษฐ์กีรติยา. (2562). แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรของผู้บริหารงานธุรการสำนักงานอัยการสูงสุด (ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์). ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.
ณัฐวรา ปุณยวิทิตโรจน์ และจุฑามาศ ทวีไพบูลย์วงษ์. (2563). อิทธิพลการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การและการรู้สมรรถนะของตนเองที่มีต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และผลการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ จังหวัดชลบุรี. วารสารวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์บูรพาปริทัศน์, 15(1), 45–58.
นลัชนันท์ อัมระนันทน์. (2564). อิทธิพลของปัจจัยประชากรศาสตร์และทุนมนุษย์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานพัสดุ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานอัยการสูงสุด (การศึกษารายบุคคลบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.
ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากร พ.ศ. 2551. (2551, 5 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 138 ตอนที่ 54 ก. หน้า 21.
สรศักย์ เรืองวิเศษ และคณะ. (2566). ภาวะผู้นำ บรรยากาศองค์การและผลการดำเนินงานของพนักงานในหน่วยงานภายในสำนักงานอัยการสูงสุด. วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร, 18(1), 172–188.
โสภนา สุดสมบูรณ์. (2564). ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารการศึกษา) สาขาวิชาศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 6(4), 372-385.
Altmann, R. (2000). Forecasting Your Organizational Climate. Journal of Property Management, 65(4), 62–65.
Bandura, A. & Simon, K. M. (1977). The Role of Proximal Intentions in Self-Regulation of Refractory Behavior. Cognitive Therapy and Research, 1(3), 177–193.
Bandura, A. (1993). Perceived Self-Efficacy in Cognitive Development and functioning. Educational Psychologist, 28(2), 117–148.
Beck, R. C. (1990). Motivation: Theories and Principles (3rd ed.). Englewood Cliffs: Prentice Hall.
Brown, W. B. & Moberg. D. J. (1980). Organization Theory and Management: A Macro Approach. New York: Joho Wiley and Sons.
Chang, J. C. et al. (2022). A Study of Graduate Students' Achievement Motivation, Active Learning, and Active Confidence Based on Relevant Research. Frontiers in Psychology, 13, 1–10.
Gibson, J. L. et al. (2012). Organizations: Behavior, Structure, Processes (14th ed.). Boston: McGraw-Hill Irwin.
Hermans, H. (1970). A Questionnaire Measure of Achievement Motivation. The Journal of Applied Psychology, 54(4), 353–363.
McClelland, D. C. (1961). The Achieving Society. Princeton, NJ: Van Nostrand.
_____. (1973). Testing for Competence Rather Than for ‘Intelligence.’ American Psychologist, 28(1), 1–14.
_____. (1976). The Achievement Motive (2nd ed.). New York: Irvington Publishers.
Sarif, M. N. & Vandana, V. (2022). Correlates and Antecedents of Academic Achievement: A Systematic Review. International Journal of Educational Sciences, 36(1–3), 19–29.
Stringer, R. A. (2002). Leadership and Organizational Climate: The Cloud Chamber Effect. New Jersey: Prence Hall.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

