การพัฒนาแนวปฏิบัติต่อพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา โดยพุทธสันติวิธี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพบริบท ปัญหา ผลกระทบต่อพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาในสังคมไทย และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาแนวปฏิบัติต่อพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา 2) เพื่อบูรณาการแนวคิด ทฤษฎี และหลักพุทธสันติวิธี ที่เอื้อต่อการพัฒนาแนวปฏิบัติต่อพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา และ 3) เพื่อจัดทำข้อเสนอการพัฒนาแนวปฏิบัติต่อพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาโดยพุทธสันติวิธี การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ลักษณะสำรวจบุกเบิก เริ่มต้นด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม จำนวน 19 รูป/คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยอุปนัยวิธี และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจความคิดเห็นผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างพระภิกษุและคฤหัสถ์ จำนวน 456 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพบริบทและปัญหา: พระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาในสังคมไทย ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง “สตรีและสตางค์” โดยมีสาเหตุจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านตัวบุคคล (2) ปัจจัยด้านระบบบริหารจัดการคณะสงฆ์ (3) ปัจจัยเชิงระบบกฎหมายและอคติของเจ้าหน้าที่ และ (4) ปัจจัยภายนอกและแรงกดดันจากสังคม จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาแนวปฏิบัติที่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และการจัดหาสถานที่ควบคุมตัวที่เหมาะสมกับสมณสารูป 2) การบูรณาการแนวคิด : การพัฒนาแนวปฏิบัติได้บูรณาการศาสตร์สมัยใหม่ ได้แก่ หลักนิติธรรม สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และกฎหมายคณะสงฆ์ เข้ากับหลักพุทธสันติวิธี คือ "สัปปายะ 4" (อาวาสสัปปายะ โภชนสัปปายะ ปุคคลสัปปายะ ธัมมสัปปายะ) เพื่อให้พระภิกษุสามารถดำรงสมณสารูปได้ในระหว่างดำเนินคดี โดยเฉพาะการจัดหาสถานที่ควบคุมพิเศษที่เกื้อกูลต่อการดำรงสมณเพศ เน้นความสงบ ปลอดภัย และไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย 3) ข้อเสนอแนวปฏิบัติ: ได้สังเคราะห์แนวปฏิบัติต่อพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาตามหลักพุทธสันติวิธี 6 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการปฏิรูปกฎหมายและระเบียบ (2) ด้านกระบวนการสอบสวน (3) ด้านสถานที่ควบคุมตัวและการสละสมณเพศ (4) ด้านการคุ้มครองสิทธิ (5) ด้านการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร และ 6) ด้านการสร้างกลไกการป้องกัน ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยในระดับมากที่สุด ( = 3.47, S.D. = 0.65) เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นพบว่า กลุ่มพระภิกษุ (
= 3.54) มีระดับความคิดเห็นสูงกว่ากลุ่มคฤหัสถ์ (
= 3.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ยินยอมว่าบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Ch7HD News. (2025). The Phenomenon of Buddhist Monastic Scandals: The Year of the “Crisis of Faith” | Evening News. Retrieved January 3, 2026, from https://youtu.be/c2OZAvGJfVo
Charoenkit, S. (2022). Criminal Case Rights of Thai Monks. Law and Local Society Journal, 6(2), 97–118.
Constitution of the Kingdom of Thailand, B.E. 2560. (2017, April 6). Government Gazette, Vol. 134, Part 40a, 1–90.
Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2014). Buddhist Dictionary. (34th ed.). Bangkok: The Foundation of Peace.
Phramaha Hansa Dhammahaso (Nithibunyakorn). (2011). Buddhist Peaceful Means: An Integration of Principles and Tools for Conflict Management. Bangkok: 21st Century.
Prasertsan, L. (2023). The Problem of Renouncing Monkhood After Being Accused of a Criminal Offense Against the Presumption of Innocence. (Master’s Thesis). Thammasat University, Bangkok.
Sangha Act, B.E. 2505. (1962, December 31). Government Gazette, Vol. 79, Special Part 115, 1–13.
Sittikorn, S. (2020). The Desirable Process for Prosecuting Monks in the Present Thai Society. (Doctoral Dissertation). Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Ayutthaya.
Srisanit, P. (2024). The Rights of Thai Citizens Under the Constitution: The Principle of Presumption of Innocence. Retrieved March 13, 2024, from https://www.the101.world/presumption-of-innocence/
Thanyasiri, P. (2024). Legal Provision and Law Conducive to the Dhamma Vinaya Concerning Residential Arrangement for Monk Alleged of Criminal Offence. Journal of MCU Peace Studies, 12(3), 1043–1053.