การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญา โดยใช้วัดเป็นฐาน
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการความรู้ของวัดสวนดอก พระอารามหลวง เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญาโดยใช้วัดเป็นฐาน เพื่อประเมินการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญา การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร วิธีวิจัยเชิงปริมาณ และวิธีเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัยได้แก่ วัดสวนดอก พระอารามหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย (ก) ผู้ใช้งาน 26 รูป/คน (ข) ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 รูป/คน รวมเป็น 33 รูป/คน และ 2) กลุ่มทดลองใช้แอปพลิเคชัน จำนวน 80 รูป/คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินการพัฒนาจิตและปัญญา ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการจัดการความรู้ของวัดสวนดอกยังขาดความเป็นระบบ ข้อมูลกระจัดกระจายไม่ถูกจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ เนื้อหาบนสื่อออนไลน์ขาดความลึกเชิงประวัติศาสตร์ ข้อมูลสำคัญอย่างปีพุทธศักราชมีความคลาดเคลื่อน ขาดแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน อุปสรรคสำคัญคือการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ งบประมาณ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การนำเสนอข้อมูลไม่น่าสนใจและประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก 2. การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านการสร้างแอปพลิเคชัน "วัดสวนดอก" เป็นนวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย โดยใช้แนวคิดการผสมผสานความรู้และความบันเทิงผ่านกลไกของเกม การเล่าเรื่อง และการใช้เทคโนโลยีกับแผนที่นำทาง ฟีเจอร์เด่นคือการสกัดปริศนาธรรมที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมและวัตถุโบราณมานำเสนอ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้หลักธรรมและคุณค่าทางจิตปัญญาไปพร้อมกับการเยี่ยมชมวัด 3. ประเมินการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญา พบว่าแอปพลิเคชัน "วัดสวนดอก" ได้รับคะแนนความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.23–4.33) ในทุกมิติ ทั้งการออกแบบ เนื้อหา และการใช้งาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาจิตและปัญญา ซึ่งผู้ใช้ให้คะแนนในระดับสูงมาก โดยระบุว่า ช่วยเพิ่มความเข้าใจในหลักธรรมและประวัติศาสตร์ (การพัฒนาปัญญา, = 4.38) และช่วยสร้างความสงบและแรงบันดาลใจ (การพัฒนาจิต,
= 4.30)
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ยินยอมว่าบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Jarusawat, P. (2021). Creating Information Communication for Learning About Lanna Arts and Culture: A Case Study of Wat Suan Dok, Chiang Mai. (Research Report). Chiang Mai: Chiang Mai University.
Phra Brahmagunaborn (P. A. Payutto). (1984). The Monastic Institution and Thai Society. Bangkok: Komolkeemthong Foundation.
Phrakhrupalad Natthaphon Candiko (Prachunha). (2020). Development of Learning Spaces of Model Communities (Knowledge Centers) in Thai Society. (Research Report). Phra Nakhon Si Ayutthaya: Buddhist Research Institute, Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Phramaha Thanatpong Subrahmapañño (Kitarn). (2022). Guidelines for the Development of Temple Areas into Learning Centers for Community Well-Being. (Doctoral Dissertation). Mahachulalongkornrajavidyalaya University. Phra Nakhon Si Ayutthaya.
Phuwachanathipong, K. (2017). Buddhist Lifestyle in Urban Communities 4.0 Project: The Process of Community Participation Among Temples and Schools. (Research Report). Phra Nakhon Si Ayutthaya: Buddhist Research Institute, Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Tiephu, W. (2024). Learning Resource Development Elements. Retrieved October 9, 2024, from https://www.randdcreation.com/content/2992/
Wongyai, W. (2020). Creative Learning. Bangkok: Charal Sanitwong Printing.