ผู้ไกล่เกลี่ยวิชาอาชีพกับทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท

Main Article Content

ณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์

บทคัดย่อ

ศาลยุติธรรมของไทยนำระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันเป็นการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างหนึ่งมาใช้ควบคู่กับการพิจารณาคดีของศาล ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เรียกว่า
“ผู้ประนีประนอม” เป็นบริการของรัฐจัดให้เปล่าที่คู่พิพาทไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้ประนีประนอมเป็นบุคคลภายนอกที่อาสาสมัครและได้รับการฝึกอบรมการไกล่เกลี่ยจากศาลยุติธรรม นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา
20 ปี ประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงทุกด้านไปจากเดิมมาก ทำให้คดีข้อพิพาท มีความสลับซับซ้อนตามไปด้วย ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดโอกาสให้เอกชนจัดตั้งองค์กรให้บริการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทแก่ประชาชนโดยสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าจ้างได้ อาทิ ที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีองค์กรบริษัทชื่อ JAMS ก่อตั้งปีพ.ศ. 2522 ประสบความสำเร็จในการให้บริการระงับข้อพิพาท โดยมีจุดเด่นได้แก่การมีผู้พิพากษาและทนายความที่เกษียณอายุแล้วมีอายุเฉลี่ย65 ปีขึ้นไปเป็นผู้ไกล่เกลี่ยวิชาชีพ


            ผลการศึกษาพบว่า 1) ข้อจำกัดของผู้ประนีประนอมในการไกล่เกลี่ย ได้แก่ การเป็นอาสาสมัครที่เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งแม้จะมีประกาศสำนักงาน ศาลยุติธรรม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายของผู้ประนีประนอม พ.ศ. 2556 ข้อ 6 ให้จ่ายค่าป่วยการเป็นรายคดี คดีละ 1,000 บาท หรือการไกล่เกลี่ยที่มีคดียุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลาในการไกล่เกลี่ยรวมกันมากกว่า 6 ชั่วโมง ที่ผู้รับผิดชอบราชการศาลสามารถกำหนดอัตราค่าป่วยการเกินกว่า 1,000 บาทก็ได้ แต่ต้องไม่เกินคดีละ 6,000 บาทก็ตาม  อัตราค่าป่วยการดังกล่าว จึงไม่จูงใจให้ผู้มีความสามารถสมัครเข้ามาทำหน้าที่ 2) ในขณะที่ผู้ไกล่เกลี่ยวิชาชีพของ JAMS ได้ค่าตอบแทนจากการไกล่เกลี่ยอัตราชั่วโมงละประมาณ 200 ถึง 375 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เอื้อต่อการแข่งขันและพัฒนาศักยภาพของผู้ไกล่เกลี่ยแต่ละคน ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกามีกระบวนการไกล่เกลี่ยไม่แตกต่างกัน 3) จึงควรจัดให้มีผู้ไกล่เกลี่ยวิชาชีพ ขึ้นในศาลยุติธรรม โดยจัดตั้งองค์กรวิชาชีพ และมาตรฐานผู้ไกล่เกลี่ยวิชาชีพ เพื่อเป็นการพัฒนาการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

บท
บทความวิชาการ

References

Alternative Dispute Resolution Office, The Office of the Judiciary. (2013). Handbook of The Center of Reconciliation and Peaceful Means. Bangkok: Tana press Co., Ltd.
Chantara-Opakorn, Anan. (2015). Alternative ways for Dispute Resolution : Negotiation, Mediation and Conciliation, Arbitration. Bangkok: Faculty of Law, Thammasat University.
Manprasert, C. (2008). Achievement evaluation on mediation system of court of justice : a case study of Civil Court, Chiang Mai Province. Chiang Mai: Chiang Mai University.
Nooruangngam, P. (2013). Development of Restorative justice : A Case Study of Mediation in Resolving Administrative Disputes Enforcement in Thailand. Journal of Thai Justice System, 6 (2), 104 – 106.
Nuyimsai, W. (2016). A Comparative Study of Mediation Centre of Lawyers Council of Thailand and Buddhist Peaceful Means (Doctoral Dissertation). Ayutthaya: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Office of Planning and Budget. Court of Justice Thailand. (2019). Annual Judicial Statistics Thailand 2019. Retrieved July 9, 2021. from https://oppb.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/2085/iid/196196
Office of Judicial Affairs, The Office of the Judiciary. (2017). Hawaii Conciliate. Bangkok: Tana press Co., Ltd.
Rungrueangphadung, P. (2018). Develoment of Subpaya to Enhance Efficacy of Mediation. (Doctoral Dissertation). Ayutthaya: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Todsungnoen, J., Gluntapura, O. (2014). Factors contributing to the success of the community mediation: A case study of Khok Kham district community justice center, Mueang district, Samutsakhon province. Journal of Social Sciences and Humanities, 40 (1), pp. 98 – 113.
Dhammahaso, Phramaha Hunsa. (2004). A Pattern of Conflict Management by Buddhist Peaceful Means: A Critical Study of Mea Ta Chang Watershed Chiang Mai. (Doctoral Dissertation). Ayutthaya: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.