ผลของความถี่การทำกิจกรรมทางกายต่อความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูง ในวัยรุ่น
คำสำคัญ:
กิจกรรมทางกาย, การเต้น, ความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูง, วัยรุ่นบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบของการทำกิจกรรมเวลาว่างและความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูง เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความถี่ในการทำกิจกรรมทางกายกับความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูง และศึกษาอิทธิพลของการทำกิจกรรมทางกายร่วมกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูงในวัยรุ่น กลุ่มตัวอย่างจำนวน 228 คน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีความถี่ในการทำกิจกรรมทางกายสูง และกลุ่มที่มีความถี่ในการทำกิจกรรมทางกายต่ำ โดยทดสอบความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูงด้วย Digit Span และ Trail Making Test วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนและเวลาในการตอบสนองของความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูง และวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ 2 ทาง (Two-way MANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า วัยรุ่นที่มีความถี่ทำกิจกรรมทางกายสูงมีความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูง แตกต่างจากวัยรุ่นที่มีความถี่ทำกิจกรรมทางกายต่ำ โดยเฉพาะความจำขณะทำงานจากการทดสอบ Digit Span Backward (DB; F = 11.346, p = .001, = .048) และการสลับความคิดจากการทดสอบ Trail Making Test part B (TMT B; F = 10.964, p = .001,
= .047) รวมทั้ง หากวัยรุ่นทำกิจกรรมทางกายสูงและมีการเต้นสูงร่วมด้วย จะมีอิทธิพลร่วมกันต่อความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูงตามมาด้วย โดยคะแนนจากการทดสอบ DB และเวลาในการตอบสนองจากทดสอบ TMT B (F = 7.989, p = .005, = .34 และ F = 5.304, p = .022,
= .023 ตามลำดับ) วัยรุ่นที่มีความถี่ทำกิจกรรมทางกายสูงจะมีความสามารถด้านความจำขณะทำงาน และการยั้บยั้ง/การสลับความคิดดีกว่า รวมทั้งหากทำกิจกรรมการเต้นร่วมด้วยยิ่งเป็นการส่งเสริมความสามารถการบริหารจัดการขั้นสูงของวัยรุ่นมากขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมให้วัยรุ่นทำกิจกรรมทางกายทั้ง การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา การเต้นเชียร์ลีดเดอร์ หรือเต้นรำในวงดนตรี จะช่วยให้เด็กมีกระบวนการทำงานของสมองระดับสูงที่ดี ส่งผลต่อการคิดวิเคราะห์ การให้เหตุผล และการเรียนรู้ต่อไป
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียน แต่วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเป็นผู้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก


