การพัฒนาความสามารถด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยี AI Chatbot สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5
คำสำคัญ:
การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล , การใช้เทคโนโลยี AI Chatbot , การพัฒนาความสามารถบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยี AI Chatbot 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลของนักเรียนก่อนและหลังการเข้าร่วมหลักสูตรเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยี AI Chatbot และ 3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการใช้เทคโนโลยี AI Chatbot เพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 32 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือคือ 1) หลักสูตรเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยี AI Chatbot จำนวน 15 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล จำนวน 30 ข้อ 3) แบบประเมินชิ้นงานด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และ 4) แบบวัดเจตคติต่อการใช้เทคโนโลยี AI Chatbot เพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลโดยใช้ AI Chatbot ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย หน่วยการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับ AI เพื่อสร้างการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยเนื้อหาครอบคลุมองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อ ได้แก่ การเข้าถึง การวิเคราะห์ การประเมิน การสังเคราะห์ และการผลิตสื่ออย่างมีจริยธรรม 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลก่อนและหลังการเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรและเทคโนโลยี AI Chatbot มีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และ 3) เจตคติของนักเรียนที่มีต่อการใช้ AI Chatbot ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีถึงดีมาก โดยนักเรียนเห็นว่าเทคโนโลยีช่วยให้การเรียนรู้สนุก เข้าใจง่าย และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังช่วยกระตุ้นความสนใจและส่งเสริมการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับข้อมูลในสื่อดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ. (2566). สถานการณ์การรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนไทยในยุคดิจิทัล: การศึกษาเปรียบเทียบข้ามภูมิภาค. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2566). รายงานการสำรวจพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประชากร พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
Bandura, A. (1986). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Prentice-Hall.
Chen, L., Zhang, Y., & Wang, K. (2023). Personalized learning through AI chatbots: A systematic review of educational applications. Computers & Education, 195, 104-118.
Holmes, W., Bialik, M., & Fadel, C. (2019). Artificial intelligence in education: Promises and implications for teaching and learning. Center for Curriculum Redesign.
Kemp, S. (2023). Digital 2023: Thailand. DataReportal. https://datareportal.com/reports/digital-2023-thailand/
Kim, S., & Kim, J. (2021). Effects of AI chatbot-based learning on students’ motivation and learning attitude. Educational Technology Research and Development, 69, 355–378. https://doi.org/10.1007/s11423-021-09939-9.
Kumar, A., & Sharma, R. (2023). Enhancing critical thinking skills through AI-powered educational tools: A meta-analysis. Educational Technology Research and Development, 71(3), 789-812.
Livingstone, S. (2004). Media literacy and the challenge of new information and communication technologies. The Communication Review, 7(1), 3–14. https://doi.org/10.1080/10714420490280152/
Mayer, R. E. (2009). Multimedia learning (2nd ed.). Cambridge University Press.
Rodriguez, M., Thompson, J., & Liu, H. (2024). AI chatbots in media literacy education: Effectiveness and student engagement. Journal of Educational Technology & Society, 27(1), 156-172.
Zawacki-Richter, O., Marín, V. I., Bond, M., & Gouverneur, F. (2019). Systematic review of research on artificial intelligence applications in higher education–Where are the educators? International Journal of Educational Technology in Higher Education, 16(1), 39. https://doi.org/10.1186/s41239-019-0171-0/
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
จรรยาบรรณผู้เขียนบทความ
ผู้เขียนบทความต้องรับรองว่าบทความนี้ไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ มาก่อน ต้องไม่คัดลอกผลงานผู้อื่นมาปรับแต่งเป็นบทความของตน และไม่ได้อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ อีกทั้งยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาและการตรวจแก้ไขบทความต้นฉบับโดยกองบรรณาธิการวารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจพิจารณาทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาของบทความ ซึ่งผู้เขียนต้องแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่เป็นไปตามกำหนดกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์และยกเลิกการตีพิมพ์โดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป
ข้อความที่ปรากฏในบทความของวารสารนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยนครราชสีมาแต่อย่างใด และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตรวจประเมินบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารของวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์