การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวแบบผสมเพื่อส่งเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวในชุมชนกรณี ศึกษาอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

Main Article Content

พรฟ้า สุทธิคุณ
ลัญจกร นิลกาญจน์
ปัญญา เลิศไกร

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาและศักยภาพของรูปแบบการท่องเที่ยว แบบผสมฯ 2) พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวแบบผสมฯ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาฯ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา วิธีการวิจัย ประกอบด้วย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย บุคคลและกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ได้แก่ กลุ่มชมรมการท่องเที่ยวพรหมโลก จำนวน 10 คน กลุ่มการท่องเที่ยวบ้านในหมง จำนวน 8 คน และนักท่องเที่ยว จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสำรวจพื้นที่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า อำเภอพรหมคีรีมีศักยภาพ
ด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเกษตร ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ได้ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงกิจกรรม การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการการท่องเที่ยว จากการพัฒนารูปแบบได้ PHROM KHIRI Hybrid Tourism Experience Model ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน กิจกรรมการท่องเที่ยวแบบผสม การบูรณาการทรัพยากรการท่องเที่ยว การบริหารจัดการ การตลาดและสื่อดิจิทัล การเรียนรู้ภูมิปัญญา การบริการและประสบการณ์นักท่องเที่ยว นวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เครือข่ายและความร่วมมือของชุมชน และการประเมินผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อนำรูปแบบไปทดลองใช้ในพื้นที่ พบว่า นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (equation = 4.72) และชุมชนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (equation = 4.65) สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์โดยชุมชน ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว สร้างรายได้ และสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สุทธิคุณ พ., นิลกาญจน์ ล., & เลิศไกร ป. (2026). การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวแบบผสมเพื่อส่งเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวในชุมชนกรณี ศึกษาอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 13(9), 199–213. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/303368
ประเภทบทความ
บทความวิจัย
ประวัติผู้แต่ง

พรฟ้า สุทธิคุณ, คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย

นักศึกษาปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา

เอกสารอ้างอิง

กมลชนก จันทร์เกตุ. (2560). การจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา: ชุมชนเกาะยอ จังหวัดสงขลา.

ใน สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะสำหรับนักบริหาร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ภารวี ขจรไพบูลย์ และคณะ. (2565). ปัญหาของการท่องเที่ยวโดยชุมชนและหน่วยงานของรัฐในจังหวัดชุมพร. วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, 11(2), 9-115.

Benur, A. M. & Bramwell, B. (2015). Tourism product development and product diversification in destinations. Tourism Management, 50, 213-224. https://doi.org/10.1016/j.tourman.2015.02.005

Dick, W. et al. (2005). The Systematic Design of Instruction. (6th ed.). Boston: Pearson.

Murphy, P. E. (1985). Tourism: A community approach. New York: Methuen.

Nancy, M. H. et al. (2004). Characteristics of Nature-based Tourism Enterprises in North Dakota. In Research Report. North Dakota State University.

OECD. (2020). OECD tourism trends and policies 2020. Paris: OECD Publishing.

Otto, J. E. & Ritchie, J. R. B. (1996). The service experience in tourism. Tourism Management, 17(3), 165-174.

Pine, B. J. II. & Gilmore, J. H. (1999). The experience economy: Work is theatre & every business a stage. Boston, MA: Harvard Business School Press.

Richards, G. & Raymond, C. (2000). Creative Tourism. ATLAS News, 23, 16-20. https://doi.org/10.17605/OSF.IO/YWEG7

Richards, G. (2011). Creativity and tourism: The state of the art. Annals of Tourism Research, 38(4), 1225-1253.

Suansri, P. (2003). Community based tourism handbook. Bangkok: Responsible Ecological Social Tour-REST.

Zielinski, S. et al. (2020). Why community-based tourism and rural tourism in developing and developed nations are treated differently? A review. Sustainability, 12(15), 5938. https://doi.org/10.3390/su12155938