การบริหารสำนักงานอัยการสูงสุดไทยกับความรับผิดชอบและตรวจสอบได้
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องการบริหารสำนักงานอัยการสูงสุดไทยกับความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ Management of Office of the Attorney General : Responsibility and Accountability มี วัตถุประสงค์ ในการศึกษามีอยู่ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษากระบวนการบริหารที่คุ้มครองเสรีภาพ ประชาชนของสานักงานอัยการสูงสุด 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุ สภาพของปัญหา และผลกระทบที่สำคัญของการคุ้มครองเสรีภาพประชาชนของสานักงานอัยการสูงสุด และ 3) เพื่อศึกษา แนวทางวิธีการกระบวนการบริหารที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนที่เหมาะสมของสานักงานอัยการสูงสุดที่จะนาไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนการศึกษาในหัวข้อนี้เป็นงานวิจัยคุณภาพ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ของการบริหารสำนักงานอัยการสูงสุดไทยดาเนินการอยู่ โดยการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูล ที่สำคัญ (key informant) การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการสนทนากลุ่ม ( Focus group Discussion) ผลการวิจัยในครั้งนี้ มีข้อค้นพบโดยสรุป
กล่าวคือ 1. การบริหารสานักงานอัยการสูงสุดมีการกำหนดยุทธศาสตร์ไว้เป็นที่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติผู้นาแต่ละคนเมื่อเข้ามาบริหารงานสานักงานอัยการสูงสุดต่างมิได้บริหารไปภาย ใต้ยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ มีการกำหนดนโยบายที่มิได้เกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ที่มี กำหนดนโยบายในการบริหารที่เป็นไปตามสถานการณ์ ทาให้การบริหารสานักงานอัยการสูงสุดเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่องและการทางานแก้ไขปัญหาสำคัญที่เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นไปโดยล่าช้าไม่ตรงกับยุทธศาสตร์
ขององค์การทาให้การบริหารเป็นไปโดยขาดความรับผิดชอบและขาดการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ 2. การบริหารงานสานักงานอัยการสูงสุดมีการกำหนดระเบียบภายในองค์การอัยการใน การดาเนินคดีอาญาและคดีประเภทอื่น ๆ แต่ผลการบริหารงานตามระเบียบกลับทาให้การคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนเป็นไปโดยล่าช้าและไม่อาจให้ความยุติธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างเที่ยงธรรม ทาให้สานักงานอัยการสูงสุดถูกเพ่งเล็งว่าทางานโดยเลือกปฏิบัติและเป็นการกระทาสอง
มาตรฐานปกป้องให้ความเป็นธรรมเฉพาะผู้มีฐานะทางสังคมและผู้มีฐานทางเศรษฐกิจดีเท่านั้น3. การบริหารสานักงานอัยการสูงสุดในการให้บริการสาธารณะต่อประชาชนนั้นยังไม่เป็นไปตามการบริการสาธารณะแนวใหม่ เกิดปัญหาการเข้าถึงของประชาชนที่มีต่อสานักงานอัยการสูงสุด ทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างอัยการกับประชาชนห่างเหิน เพราะการบริหารจะเป็นไปตามกฎหมายมากกว่าการให้บริการที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ (public interest) มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน (individual interest) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจการของรัฐ (publicaffairs) และมีจิตวิญญาณสาธารณะ (public spirit)4. การบริหารสานักงานอัยการสูงสุดตกอยู่ภายใต้กับดักความเป็นอาณาจักรเช่นเดียวกับหน่วยงานทุกหน่วยในกระบวนการยุติธรรมที่มีอาณาจักรเป็นของตนเอง ทางานไปโดยไม่มีการประสานกันกับองค์การภายนอกการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน ก่อให้เกิดความขัดแย้งในการทางานมากกว่าที่จะเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ประสานงานหรือบริหารการทางานกันอย่างเป็นเครือข่าย 5. การจัดโครงสร้างขององค์การและกำหนดอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานยังไม่ได้รับการพัฒนาในการทางานเชิงระบบหรือมีการบรูณาการการทางานให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างชัดเจน แต่ละสานักงานภายในองค์การอัยการไม่ได้ทางานไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน แต่กลับต่างคนต่างทาตามอำนาจหน้าที่ทาให้เกิดขั้นตอนการทางานที่ซับซ้อน และไม่อาจตอบความชัดเจนกับผู้มีส่วนได้เสียได้ ทาให้เห็นว่าการทางานของสานักงานอัยการสูงสุดทางานไปโดยไม่อาจตรวจสอบได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์การ 6. พบว่าพนักงานอัยการได้ทางานเพียงเพื่อให้งานประจาเสร็จไปตามหน้าที่ เนื่องจากมีระเบียบและระยะเวลาที่กฎหมายบังคับ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการกระทาโดยมีจิตสานึกในการคุ้มครองเสรีภาพของผู้มีส่วนได้เสีย ส่งผลต่อการขาดความรับผิดชอบในสายตาของประชาชน 7. สานักงานอัยการสูงสุดไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ และไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบที่ความชัดเจนในด้านการตัดสินใจของการบริหารตามที่ประชาชนมีความเคลือบแคลงสงสัย 8. การบริหารงานสานักงานอัยการสูงสุดไม่สามารถนาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากการขาดแคลนทรัพยากรด้านบุคลากรและด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนการดาเนินงานและกิจกรรมที่จะนาไปสู่การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
เอกสารอ้างอิง
ธงชัย วงศ์ชัยสุวรรณ. (2546). การปฏิรูประบบราชการ : โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบริหารร่วมสมัย.กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
เนตรพัณณา ยาวิราช. (2546). การจัดการสมัยใหม่ : Modern Managerment.พิมพ์ครั้งที่ (2).กรุงเทพมหานคร : เซ็นทรัลเอ็กซเพรส.
วิลาวรรณ เมืองสุวรรณ. (2547). บทบาทของศาลปกครองในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน. คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
ศรีณรงค์ ชูศรีนวล. (2552). การปรับเปลี่ยนองค์กร.กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์ซูม.
สุรัสวดี ราชกุลชัย. (2547). การวางแผนและการควบคุมทางการบริหาร. กรุงเทพมหานคร :จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้า. 170 - 178.
อรวรรณ น้อยวัฒน์. (2556). การจัดการความรู้กับองค์กรแห่งการเรียนรู้. ในจุลสาร สาขาวิชาการจัดการ.
อนิวัช แก้วจานง. (2550). หลักการจัดการ. สงขลา : ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ.
อัมพร ธารงลักษณ์. (2553). การบริหารปกครองสาธารณะ (Public Governance) การบริหารรัฐกิจในศตวรรษที่ 21.ปทุมธานี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. อเนก เหล่า
เอกพร รักความสุข. (2560). ภาระรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐที่สามารถตรวจสอบได้ในการบริหารสานักพุทธศาสนาแห่งชาติ.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

