แนวทางการพัฒนาวัดสายสุวพรรณเพื่อความเป็นสัปปายสถานโดยพุทธสันติวิธี
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพบริบทและความต้องการเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาวัดสายสุวพรรณเพื่อความเป็นสัปปายสถาน 2) เพื่อศึกษาแนวคิดการพัฒนาวัดในพระพุทธศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่ที่เอื้อต่อการพัฒนา วัดสายสุวพรรณเพื่อความเป็นสัปปายสถาน และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาวัดสายสุวพรรณเพื่อความเป็นสัปปายสถานโดยพุทธสันติวิธี โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลภาคสนามโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 รูป/คน
ผลการวิจัยพบว่า 1) วัดสายสุวพรรณเป็นวัดที่มีศักยภาพและทุนทางสังคมด้านพระพุทธศาสนา มีสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นต่อการพัฒนาจิตใจ แต่ยังประสบปัญหาการจัดการพื้นที่ ภูมิทัศน์ งบประมาณ การสื่อสารภายใน และการมีส่วนร่วมของชุมชน 2) การพัฒนาวัดต้องบูรณาการหลักสัปปายะ 7 ร่วมกับศาสตร์การบริหารสมัยใหม่ หลักพุทธธรรมที่เอื้อต่อแนวทางการพัฒนา แนวคิดการบริหารจัดการพุทธสถานสมัยใหม่ แนวคิดการมีส่วนร่วม วงจรคุณภาพ PDCA แนวคิด POSDCoRB และแนวคิดโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข เพื่อจัดสภาพแวดล้อมและระบบงานที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม สร้างแนวทางการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การสร้างวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความสงบ ความร่มรื่น ความปลอดภัยทางจิตใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ของชุมชน 3) แนวทางการพัฒนาวัดสายสุวพรรณเพื่อความเป็นสัปปายสถานโดยพุทธสันติวิธี เป็นการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับแนวคิดการบริหารจัดการสมัยใหม่เพื่อพัฒนาวัดสู่ความเป็นสัปปายสถาน นำเสนอผ่าน “SAAP Model” ประกอบด้วย S = Spiritual Development การพัฒนาด้านจิตวิญญาณและการปฏิบัติธรรม A = Area Management การจัดการพื้นที่และสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อความสงบและการเรียนรู้ A = Alliance Participation การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และ P = Peaceful การบูรณาการพุทธสันติวิธีเพื่อสร้างสันติสุขและความยั่งยืน ผ่านแนวทางการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย โดยใช้วงจร PDCA เป็นกลไกในการวางแผน ดำเนินงาน ตรวจสอบ และปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้หลักพุทธสันติวิธีในการสร้างความเข้าใจ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง การลดความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือภายในชุมชน ทำให้วัดเป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ” (Safe Space) และเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ยินยอมว่าบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Arai, T. (2015). Toward a Buddhist Theory of Structural Peace: Lessons from Myanmar in Transition. Peace and Conflict Studies Journal, 22(1), 34–57.
Cohen, J. M., & Uphoff, N. T. (1980). Participation’s Place in Rural Development: Seeking Clarity Through Specificity. World Development, 8(3), 213–253.
Deming, W. E. (1986). Out of the Crisis. Cambridge, MA: Massachusetts Institute of Technology Press.
Isaacs, W. (1999). Dialogue and the Art of Thinking Together. New York, NY: Currency.
Jones, L. (2000). The Hermeneutics of Sacred Architecture: Experience, Interpretation, Comparison. Cambridge, MA: Harvard University Press.
Nadler, L. (1984). The Handbook of Human Resource Development. New York, NY: Wiley.
Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (1998). What Role Does the Temple Play in Thai Society? Bangkok: Buddhadhamma Foundation.
Phra Dhammapitaka (P. A. Payutto). (2000). Buddhadhamma. (14th ed.). Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Sen, A. (1999). Development as Freedom. Oxford, England: Oxford University Press.
Wat, Pracha, Rat, Sang Suk Project Committee. (2023). Strategic Plan and Guidelines for the Wat, Pracha, Rat, Sang Suk Project (2023–2027). Nonthaburi: Nititham Printing.