การพัฒนารูปแบบกิจกรรมผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ด้านอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบกิจกรรมผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ด้านอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบกิจกรรมผสมผสานที่พัฒนาขึ้น และ 3) ประเมินรับรองรูปแบบกิจกรรมผสมผสานที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสำรวจสภาพปัจจุบันและความต้องการ คือ ครูแนะแนวหรือครูที่ปรึกษา จำนวน 100 คน และผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์ เชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบของรูปแบบ จำนวน 9 ท่าน การศึกษาผลการใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนป่าแลวหลวงวิทยา จังหวัดน่าน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 44 คน และการประเมินรับรองกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร เทคโนโลยีการศึกษา และการวัดผลประเมินผล จำนวน 5 ท่าน ทั้งหมดได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อบทเรียนออนไลน์ แบบวัดแววความถนัดทางพหุปัญญา และแบบวัดความสามารถ ในการตระหนักรู้ด้านอาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบกิจกรรมผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ด้านอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา มีองค์ประกอบสำคัญ คือ การจัดกลุ่มผู้เรียนตามความถนัด 3 กลุ่ม (กลุ่มวิเคราะห์ กลุ่มพินิจพิจารณา และกลุ่มปฏิสัมพันธ์) และมีกระบวนการจัดกิจกรรม 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 สร้างความสนใจและให้ประสบการณ์ ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ใหม่ ขั้นที่ 3 กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 4 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ขั้นที่ 5 ปรับปรุงและนำไปใช้ 2) ประสิทธิภาพของรูปแบบกิจกรรมมีค่าเท่ากับ 80.30/94.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ และผลการเปรียบเทียบการตระหนักรู้ด้านอาชีพของนักเรียน พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการประเมินรับรองรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.34, S.D. = 0.54) สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ด้านอาชีพได้จริง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ยินยอมว่าบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Gardner, H. (1983). Frames of Mind: The Theory of Multiple Intelligences. New York, NY: Basic Books.
Graham, C. R. (2006). Blended Learning Systems: Definition, Current Trends, and Future Directions. In C. J. Bonk & C. R. Graham (Eds.), The Handbook of Blended Learning: Global Perspectives, Local Designs (pp. 3–21). San Francisco, CA: Pfeiffer.
Horn, M. B., & Staker, H. (2011). The Rise of K–12 Blended Learning. San Mateo, CA: Innosight Institute.
McKenzie, W. (2005). Multiple Intelligences and Instructional Technology. (2nd ed.). Washington, DC: International Society for Technology in Education.
Norarian, P. (2019). Activity-Based Learning Management for 21st Century Skills. Bangkok: Chulalongkorn University Press.
Office of the Basic Education Commission. (2015). Guidelines for Organizing 21st Century Learning Skills Emphasizing Professional Competencies. Bangkok: The Agricultural Co-operative Federation of Thailand.
Parsons, F. (1909). Choosing a Vocation. Boston, MA: Houghton Mifflin.
Super, D. E. (1957). The Psychology of Careers: An Introduction to Vocational Development. New York, NY: Harper & Row.
Wongchinda, T. (2023). Education Policy for Fiscal Year 2024. Bangkok: Office of the Basic Education Commission.